นโยบายเรือธงของ รัฐบาลนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน ของพรรคเพื่อไทย แกนนำหลักของรัฐบาลชุดนี้คือ การมอบเงิน 10,000 บาท ให้ผู้มีสิทธิ์ จำนวนประมาณ 55 ล้านคน เพื่อนำไปใช้กระตุ้นเศรษฐกิจของไทยในปี 2567 นี้ที่มีอัตราเติบโตต่ำมาก
สำหรับโครงการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท นี้เป็นนโยบายของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่มุ่งหวังกระตุ้นเศรษฐกิจไทย ซึ่งจะมีการแจกเงินดิจิทัล 10000 บาท ให้กับประชาชนไทย จำนวน 50 ล้านคน
คุณสมบัติผู้มีสิทธิรับเงินดิจิทัล 10000 บาทมีสัญชาติไทย อายุ 16 ปีบริบูรณ์ (ณ วันที่ 30 กันยายน 2567)มีเงินฝากไม่เกิน 500,000 บาท (นับรวมทุกบัญชี)ไม่เป็นผู้มีเงินได้พึงประเมินเกิน 840,000 บาทต่อปี
กรณีประกอบอาชีพค้าขาย ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภพ.20)
ในขณะที่ กลุ่มหลักที่จะโดนตัดสิทธิโครงการแจกเงินดิจิทัล 10000 บาท มีดังนี้
-กลุ่มที่มีรายได้สูง
-ผู้ที่มีรายได้พึงประเมินเกิน 840,000 บาทต่อปี กรณีประกอบอาชีพค้าขาย ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภพ.20)
-กลุ่มที่มีเงินฝากในธนาคารสูง
-ผู้ที่มีเงินฝากในสถาบันการเงินพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐรวมกันทุกบัญชีเกิน 500,000 บาท ณ วันที่ 31 มีนาคม 2567
ทั้งนี้จะมีการเปิด ลงทะเบียนเงินดิจิทัล 10000 บาท ผ่านแอปพลิเคชัน ‘ทางรัฐ’ โดยสามารถดาวน์โหลดแอปฯทางรัฐได้ผ่าน App Store (คลิก) และ Google Play
ในส่วนของ ผู้สูงอายุนั้น ผู้สูงอายุ กลุ่มคนไม่มีมือถือทำยังไง? ลงทะเบียนเงินดิจิทัล 10000 บาท ได้เงินไหม
แนวทางให้กลุ่มคนไม่มีมือถือ ใช้รหัสผ่านเพื่อความปลอดภัยใช้เพียงครั้งเดียว หรือ One Time Password: OTP ได้
แต่หากไม่มีโทรศัพท์มือถือเลย ให้สามารถลงทะเบียนเพื่อใช้บัตรประชาชน แทนได้
ประชาชนเตรียมพร้อมก่อนเปิดลงทะเบียนรับสิทธิ์โครงการเติมเงินผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัล 10,000 บาท
แนะนำประชาชนที่มีคุณสมบัติและสนใจลงทะเบียนเข้าร่วมลงโครงการดิจิทัลวอลเล็ต สามารถทยอยเข้ามายืนยันตัวตนในระบบด้วย KYC ได้ล่วงหน้าผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” เพื่อไม่ให้เกิดการกระจุกตัวของการยืนยันตัวตน ก่อนที่จะเปิดลงทะเบียนรับสิทธิ์โครงการ
ความคืบหน้าล่าสุด
ไทม์ไลน์เติมเงินเงินดิจิทัล 10,000 บาทมาจนถึงขณะนี้ ไทม์ไลน์ที่จะนำเงิน ดิจิทัลมามอบให้กับประชาชน 55 ล้านคน นั้น มีดังนี้
วันที่ 10 กรกฎาคม 2567 ประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการ เพื่อสรุปรายละเอียดในโครงการนี้
วันที่ 15 กรกฎาคม 2567 นำรายละเอียดโครงการเข้าสู่การประชุมคณะกรรมการโยบายเงินดิจิทัลวอลเล็ตชุดใหญ่ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน
วันที่ 30 กรกฎาคม 2567 คณะกรรมการฯ นำเสนอโครงการให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบรายละเอียดโครงการ
วันที่ 24 กรกฎาคม 2567 นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีจะแถลงรายละเอียดทั้งหมดของโครงการเงินดิจิทัล 10,000 บาท รวมทั้งสินค้าที่ประชาชนจะใช้ซื้อ โดยในการแถลงข่าวของนายกรัฐมนตรีจะมีการแจ้งวันลงทะเบียนให้ประชาชนและร้านค้าทราบ โดยขณะนี้ระบบลงทะเบียนดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว
การเริ่มต้นโครงการโดยการโอนเงินให้ประชาชนใช้จ่ายนั้น ยังคงยืนยันที่จะจะเป็นไปตามกำหนดเดิมคือไตรมาสที่ 4 ของปี 2567
วิเคราะห์กระเป๋าเงินดิจิทัล ไทย ด้วยแนวทาง SWOT
การวิเคราะห์ด้วยแนวทาง สว็อต หรือ SWOT กับกระบวนการ องค์กรทั้งภาครัฐ และเอกชน เพื่อให้ทราบถึงจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรคที่จะเกิดขึ้นกับบริบทของกระบวนการ หรือองค์กรแห่งนั้น หากได้มีการดำเนินการไปนั้น ถือว่าเป็นความได้เปรียบสำคัญที่ควรทราบไว้ก่อน โดยในส่วนของ Digital Wallet 10,000 บาท นั้นจะพบว่า
จุดแข็ง: (Strength)
-การสนับสนุนจากรัฐบาล: รัฐบาลไทยส่งเสริมสังคมไร้เงินสดอย่างจริงจังผ่าน “แผนแม่บทการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ” ซึ่งสนับสนุนกระเป๋าเงินดิจิทัล [2] สิ่งนี้ส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการเติบโต
-ความสะดวกสบายและความปลอดภัย: กระเป๋าเงินดิจิทัลนำเสนอวิธีการชำระเงินที่สะดวกและปลอดภัย (โดยทั่วไป) เมื่อเทียบกับเงินสด การทำธุรกรรมทำได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และกระเป๋าสตางค์บางประเภทก็มีคุณสมบัติเช่นลายนิ้วมือหรือการจดจำใบหน้าเพื่อเพิ่มความปลอดภัย
-การเข้าถึงประชากรที่ไม่มีบัญชีธนาคาร: กระเป๋าเงินดิจิทัลสามารถเข้าถึงประชากรที่ไม่มีบัญชีธนาคารซึ่งไม่สามารถเข้าถึงบริการธนาคารแบบดั้งเดิมได้ สิ่งนี้ส่งเสริมการเข้าถึงทางการเงิน
จุดอ่อน:(Weak)
-ความรู้ด้านดิจิทัลมีจำกัด: ไม่ใช่ทุกคนในประเทศไทยที่พอใจกับธุรกรรมดิจิทัล โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท สิ่งนี้สร้างอุปสรรคต่อการยอมรับ
-การพึ่งพาสมาร์ทโฟน: การใช้กระเป๋าเงินดิจิทัลจำเป็นต้องมีสมาร์ทโฟนที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ ซึ่งอาจเป็นข้อจำกัดสำหรับกลุ่มประชากรบางกลุ่ม
-ข้อกังวลด้านความปลอดภัย: แม้จะมีฟีเจอร์ด้านความปลอดภัย การละเมิดข้อมูลและการโจมตีทางไซเบอร์ยังคงเป็นข้อกังวลสำหรับผู้ใช้บางราย ซึ่งอาจขัดขวางการใช้งาน
โอกาส: ( Opportunity)
การเติบโตของอีคอมเมิร์ซ: การเพิ่มขึ้นของอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยนำเสนอโอกาสสำคัญสำหรับกระเป๋าเงินดิจิทัลที่จะกลายเป็นวิธีการชำระเงินที่ต้องการ
-นวัตกรรมในบริการทางการเงิน: การบูรณาการกระเป๋าเงินดิจิทัลกับบริการทางการเงินอื่น ๆ เช่น การชำระบิล การลงทุนรายย่อย หรือสินเชื่อรายย่อยสามารถดึงดูดผู้ใช้รายใหม่ได้
-ความร่วมมือกับธุรกิจออฟไลน์: การร่วมมือกับร้านค้าที่มีหน้าร้านจริงแบบดั้งเดิมสามารถขยายการเข้าถึงกระเป๋าเงินดิจิทัลและกระตุ้นให้เกิดการยอมรับในวงกว้างขึ้น
-โครงการริเริ่มด้านการศึกษาทางการเงิน: รัฐบาลและสถาบันการเงินสามารถทำงานร่วมกันเพื่อปรับปรุงความรู้ด้านดิจิทัลและให้ความรู้แก่ผู้คนเกี่ยวกับประโยชน์ของกระเป๋าเงินดิจิทัล
ภัยคุกคาม:(Threat)
-กฎระเบียบด้านความเป็นส่วนตัวของข้อมูล: กฎระเบียบด้านความเป็นส่วนตัวของข้อมูลที่เข้มงวดสามารถสร้างความท้าทายในการปฏิบัติตามกฎระเบียบสำหรับผู้ให้บริการกระเป๋าเงินดิจิทัล
-การชะลอตัวทางเศรษฐกิจ: การชะลอตัวทางเศรษฐกิจสามารถลดการใช้จ่ายของผู้บริโภค ส่งผลกระทบต่อการใช้งานกระเป๋าเงินดิจิทัล
-เทคโนโลยีเกิดใหม่: เทคโนโลยีใหม่ เช่น สกุลเงินดิจิทัลหรือบล็อกเชนอาจขัดขวางการขับเคลื่อนของกระเป๋าเงินดิจิทัลในปัจจุบัน
-ภัยคุกคามความปลอดภัยทางไซเบอร์: ภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่พัฒนาอย่างต่อเนื่องจำเป็นต้องมีการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องและการลงทุนในมาตรการรักษาความปลอดภัยเพื่อรักษาความไว้วางใจของผู้ใช้
Digital Money ถือว่าเป็นก้าวแรกของประเทศไทยที่จะนำนวัตกรรมด้านนี้มาใช้ แน่นอนว่าจะต้องมีความผิดพลาด และอาจจะมีข้อสงสัย ข้อที่จะต้องพิจารณามากมาย แต่ด้วยการทำความเข้าใจจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และภัยคุกคามเหล่านี้ อุตสาหกรรมกระเป๋าเงินดิจิทัลของประเทศไทยสามารถพัฒนากลยุทธ์เพื่อใช้ประโยชน์จากข้อได้เปรียบ จัดการกับข้อบกพร่อง ใช้ประโยชน์จากโอกาสที่เกิดขึ้นใหม่ และลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต








