Google search engine
หน้าแรกข่าวล่าสุดมาตรฐานเอกชน ราคารัฐบาล ห้องคลอด-ห้องพักฟื้น ระดับพรีเมี่ยมที่ขอนแก่น

มาตรฐานเอกชน ราคารัฐบาล ห้องคลอด-ห้องพักฟื้น ระดับพรีเมี่ยมที่ขอนแก่น

-

สธ.ทุ่มงบนับสิบล้านบาท เปิดห้องคลอด-ห้องพักฟื้น  ระดับพรีเมี่ยม   ดูแลคุณแม่-คุณลูกตั้งแต่ตั้งครรภ์  ด้วยมาตรฐานเอกชนในราคารัฐบาลและเบิกได้ตามสิทธิ์ นำร่อง 20 ห้องพิเศษสุดหรูแห่งแรกในภาคอีสาน “ชาตรี”ย้ำชัดเด็กไทยยุคใหม่ต้องเตรียมพร้อมตั้งแต่ตั้งครรภ์ส่งต่อจนถึงวัยเรียน ครบจบในที่เดียว
 นพ.ชาตรี เมธาธราธิป ผู้อำนวยการศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น ลงพื้นที่ตรวจสอบความพร้อมและความเรียบร้อยห้องคลอดและทารกแรกเกิด ประจำ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น ภายหลังจากที่กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขได้อนุมัติงบประมาณสำหรับการปรับปรุงสถานที่ภายในโรงพยาบาลให้เป็นห้อคลอดและห้องพักฟื้น และการให้บริการกับคุณพ่อและคุณแม่หลังคลอด ด้วยมาตรฐานการให้บริการเทียบเท่าสากล ในราคารัฐบาลและสามารถเบิกจ่ายได้ตามสิทธิ์ของผู้เข้ารับบริการ ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ที่อยากมีบุตรและคุณแม่ตั้งครรภ์มาติดต่อสอบถามและทยอยขอรับริการอย่างต่อเนื่อง
นพ.ชาตรี เมธาธราธิป ผู้อำนวยการศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น กล่าวว่า รพ.ส่งเสริมสุขภาพศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น ได้หยุดให้บริการในเรื่องการทำคลอดมานานกว่า 7 ปี ตามนโยบายของผู้บริหารในขณะนั้น แต่ด้วยงานหลักที่ทำคือการดูแลคนไทยให้มีสุขภาพที่ดีและงานด้านวิชาการ ซึ่งก็พบว่าคนอีสานมีสถิติในการคลอดบุตรจำนวนมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ความรับผิดชอบ 4จังหวัดของศูนย์ฯ ประกอบกับการที่ศูนย์ฯ ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นโรงพยาบาลแม่และเด็กชั้นนำของภูมิภาค จึงได้มีการเสนอต่อผู้บริหารในการนำห้องคลอดและทารกแรกเกิด กลับมาให้บริการอีกครั้งด้วยอุปกรณ์ที่ทันสมัยและมีการปรับปรุงอาคารห้องคลอดเดิม เรียกได้ว่าปัดฝุ่นและปรับโฉมงานบริการเทียบเท่าเอกชน มาใช้ในรูปแบบของ รพ.รัฐ ด้วยห้องคลอดธรรมชาติ 2 ห้อง,องคลอดฉุกเฉินหากต้องมีการผ่าตัด 2 ห้อง ห้องพักฟื้นซึ่งจัดทำเป็นห้องพิเศษทั้งหมดรวม 20 เตียง เพราะ รพ.เน้นหนักในเรื่องของการดูแลสุขภาพคุณแม่และคุณลูก คลอดเองตามธรรมชาติและหลังคลอด 30 นาทีลูกจะต้องได้ทานนมแม่ทันที
“ เราได้กลับมาให้บริการคุณพ่อคุณแม่แต่เริ่มต้น ด้วยมาตรฐานที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด โดยเฉพาะกับสิทธิ์ที่คนไทยจต้องได้รับ ตั้งแต่ผู้ที่ต้องการมีบุตรสามารถที่จะเข้ารับการปรึกษากับทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ จนกระทั่งมาสู่การเป็นคุณแม่ตั้งครรภ์ ซึ่งคนไทยทุกคนนั้นมีสิทธิ์และเข้ารับการบริการจากรัฐที่จะฝากครรภ์ได้ฟรี จากนั้นก็จะเข้าสู่การเรียนการสอนของโรงเรียนคุณพ่อ-คุณแม่ ที่จะร่วมกันเตรียมความพร้อมในการมีบุตร การดูแลตนเอง และการดูแลบัตร โดยเฉพาะห้องคลอดของเรานั้นอนุญาตให้คุณพ่อเข้าสังเกตุการณ์ได้แต่การเข้าได้นั้นจะต้องเรียนรู้และเข้าใจในกระบวนการการทำงานขอทีมแพทย์และพยาบาล จากนั้นก็เข้าสู่การให้บริการห้องคลอดที่ได้มาตรฐาน ซึ่งเราเน้นการคลอดแบบธรมชาติ ที่จะพักฟื้นที่ รพ.ฯ 3 วัน 2 คืน ขณะที่คลอดด้วยการผ่าตัดจะพักฟื้น 4 วัน 3 คืน โดยอัตราค่าบริการการคลอดและห้องพักฟื้นแบบพิเศษนั้น รพ.ฯจะตรวจสอบสิทธิ์ของคุณพ่อและคุณแม่ก่อนและจะแจ้ค่าช้จ่ายได้รับทราบเพื่อความพึงพอใจของทุกฝ่ายในภาพรวม ซึ่งเมื่อตรวจสอบแล้วก็จะมีส่วนต่างไม่มากแต่ได้รับการบริการในระดับพรีเมี่ยม”
นพ.ชาตรี กล่าวต่ออีกว่า ยอมรับว่าขณะนี้มีคุณแม่ติดต่อมาขอรับบริการการคลอดแบบพรีเมี่ยมที่ รพ.อย่างต่อเนื่อง ซึ่ง รพ.ได้สงวนสิทธิ์ให้กับคุณแม่ที่ฝากครรภ์ กับ รพ.เป็นอันดับแรก แต่ก็ยังคงเปิดให้คุณแม่ที่ต้องการเข้ารับบริการกับทีมแพทย์ พยาบาลมืออาชีพและมีประสบการณ์ในการทำงานด้านแม่และเด็ก ได้มาคลอดด้วยการประเมินคุณแม่ทุกรายหากพบว่ามีความเสี่ยงต่ำ รพ.ก็จะรับเข้ามาดูแลตั้งแต่การเตรียมตัวคุณแม่ การรอคลอด การคลอดและการดูแลหลังคลอดตามหลักวิชาการ นอกจากนี้หลังการคลอด รพ.ยังคงมีคลินิกนมแม่ การจัดตั้งเป็นศูนย์ดูแลเด็กตั้งแต่ 3 เดือน ไปจนถึงระดับอนุบาลฯตามหลักวิชการ ร่วมระหว่างกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงศึกษาธิการ
อย่างไรก็ตามการเตรียมตัวให้กับคุณพ่อ -คุณแม่ ตั้งแต่ต้องการมีบุตร ไปจนถึงขั้นตอนของการมีบุตร ไปจนถึงวัยเรียนหากมีการเตรียมตัวที่ดี ได้รับการบริการตามหลักวิชาการ ทานอาหารที่มีประโยชน์ มีคุณภาพ สมวัยและเข้ารับบริการเสริมในด้านสุขอนามัย งานโภชนาการ การส่งเสริมสุขภาพ ตามสิทธืที่ควรได้รับ หรือการเข้าบริการที่ถูกต้องสมวัยและเป็นการเตรียมตัวให้กับเด็กไทยยุคใหม่ที่จะเป็นกำลังหลักที่สำคัญของชาติต่อไปในอนาคตได้อย่างครบถ้วน โดยที่คุณพ่อและคุณแม่ ได้รับการดูแลและมีส่วนร่วมในการดูแลบัตรหลานของตนเองควบคู่กันไปด้วย

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

- Advertisment -spot_img

ข่าวล่าสุด

คุณตาเมืองตรังขยายพันธุ์”ควายเผือก”สู่เชิงพาณิชย์ สร้างรายได้

ฟาร์มซาซา หมู่ที่ 7 ต.บางเป้า อ.กันตัง จ.ตรัง ของ "กะหนี ซาซา" อายุ 71 ปีใช้พื้นที่ว่างข้างบ้านเลี้ยงทั้งควายเผือกและควายดำรวม 15 ตัว โดยเป็นควายเผือก 8 ตัวและควายดำ 7 ตัว ซึ่งการเลี้ยงควายเผือกเริ่มจากความชอบส่วนตัวที่เห็นลักษณะของควายเผือกแล้วเกิดความรัก ความหลงใหลในรูปร่าง สีสันและความเชื่อง  จึงซื้อมาเลี้ยงครั้งแรกเมื่อปี 2560...