พรรณพัชร ฉวีวรรณ เจ้าของสวนสวนทุเรียน มังคุด เงาะ ย่านอำเภอมะขาม จ.จันทบุรี กล่าวว่า สถานการณ์ตลาดผลไม้โดยรวมปีนี้ว่า ชาวสวนประสบปัญหาภัยแห้ง ส่งผลต่อการเจริญเติบโตผลทุเรียนไม่ค่อยจะดีมากนัก โดยเฉพาะทุเรียนแถวภาคตะวันออก เมื่อเก็บผลออกมาจากสวน จะไม่ค่อยสวยงามนัก เมื่อเทียบปีก่อนๆที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาขายไม่ดี ทั้งตลาดหน้าสวน และส่งออกไปขายต่างประเทศ อย่างทุเรียนหมอนทองเกรดเอ-บี ราคากิโลกรัม 195 บาท, เกรดซี ราคากิโลกรัม 150 บาท ส่วนทุเรียนตกเกรด ราคา 120 บาท (ราคาทุเรียนขึ้นอยู่กับแต่ละสายพันธุ์)
ขณะเดียวกัน เมื่อเทียบกับมังคุด ปีนี้ตลาดค่อนข้างดี ราคาไม่ตกมากประมาณ40 บาทต่อกิโลกรัม (ขายหน้าสวย) แต่ปัญหาตรงที่เจอภัยแล้งเช่นกัน ส่งให้ผิวของผลมังคุดไม่ค่อยสวยมาก ทำให้บางสวนราคาไม่ดี เพราะว่าการส่งออกมังคุดไปตลาดจีนและประเทศเพื่อนบ้าน พ่อค้าเขาคัดเกรด แต่ขณะเดียวกัน มังคุดมีข้อดีตรงที่ สามารถนำมาแปรรูปสินค้าต่างๆได้มากมาย ทั้งเรื่องการนำมาคั่น เอาน้ำมังคุด เอามากวน,มังคุดตากแห้งนำมาบด เพื่อนำไปใช้ในกระบวนการผลิตยาต่างๆ
“ส่วนพ่อค้าที่มาเหมาสวนผลไม้ล่วงหน้า ทั้งทุเรียน มังคุด เงาะ ปีนี้บ่นกันหน้าหู เพราะผลผลิตไม่ดี ขายไม่ได้ราคามากนัก ทุเรียนไม่ได้ออกผลผลิตมากมายเหมือนทุกๆปี การที่นำไปส่งออกไปขายเมืองจีนมีจำนวนน้อย ทุเรียนต้องมีการคัดเกรดอย่างดี ถ้าผลไม่ดีอาจมีปัญหา ต้องนำกลับมาขายพ่อค้า แม่ค้าทั่วไปแทน ทำให้ราคาต่างกัน
ส่วนใหญ่สวนผลไม้ที่ปลูกทุเรียนพันธุ์ดี จะนิยมปลูกกันตั้งแต่สมัยคุณปู่ คุณย่า จนกลายเป็นมรดกตกทอดกันมาสู่ลูกหลานในปัจจุบัน การทำธุรกิจค้าขายทุเรียนยุคนี้ไม่ง่ายนัก ต้องมีความรอบรู้ ดูทุเรียนให้เป็น มีรายละเอียดเยอะ เพื่อคัดเลือกผลดีๆมาขายส่งให้ได้ ถ้าขาดความรอบรู้จะเสียเปรียบพ่อค้าได้ อย่างไรก็ตาม การแข่งขันในตลาดค่อนข้างสูง เพราะว่ายุคนี้มีสวนทุเรียนเกิดขึ้นจำนวนมากทั่วประเทศ ในแถบภาคตะวันออก แถมยังมีทุเรียนภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้มากมาย แต่ละภาคจะมีสายพันธุ์ที่แตกต่างกันไป แต่ทุเรียนไทยค่อนข้างที่สร้างชื่อเสียงในตลาดจีนมาก








