ในช่วงที่ผ่านมา อุตสาหกรรมยางพาราของไทย มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยมาอย่างยาวนาน โดยในปี 2565 ไทยเป็นผู้ส่งออกยางพารารายใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก อย่างไรก็ดี อุตสาหกรรมยางพารากำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงหลายประการ ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ แม้ราคายางฯ ในประเทศจะปรับเพิ่มขึ้นในช่วงนี้ก็ตาม
สถานการณ์ยางดูเหมือนจะดี แต่ปัจจัยแปรฝันเกิดขึ้นได้
เป็นที่ทราบกันว่า อุตสาหกรรมยางพาราไทยมีแนวโน้มสดใสในปี 2566-2568 โดยคาดการณ์ว่าจะขยายตัวต่อเนื่องทั้งด้านผลผลิตและความต้องการใช้ ปัจจัยหลักที่หนุนการเติบโตของผลผลิต ได้แก่ การขยายพื้นที่เพาะปลูก ภูมิอากาศที่เอื้ออำนวย และแรงจูงใจจากราคาที่จูงใจให้เกษตรกรดูแลรักษาและเร่งเก็บเกี่ยวผลผลิต
ในขณะที่อุปทานโลกจากอินโดนีเซียและมาเลเซียยังไม่กลับมาเต็มที่จากปัญหาขาดแคลนแรงงานและโรคใบร่วงยางพารา ด้านความต้องการใช้ยางพาราคาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากภาวะฟื้นตัวของอุตสาหกรรมขั้นปลายทั้งในและต่างประเทศ เช่น กลุ่มยานยนต์ (รวมยานยนต์ไฟฟ้าตามแผนสนับสนุนของภาครัฐ) ถุงมือยาง และอุปกรณ์การแพทย์การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ขยายตัว หนุนความต้องการใช้ยางในภาคก่อสร้าง
ผลผลิตยางพาราไทย คาดว่าจะเติบโตสอดคล้องกับแนวโน้มโลก โดยคาดการณ์การขยายตัวเฉลี่ย 1.5-2.5% ไทยมีศักยภาพเติบโตเฉลี่ย 2.5-3.5% ต่อปี ปัจจัยหนุนหลักมาจาก:
1.พื้นที่ปลูกยาง ที่ขยายตัวในช่วงปี 2546-2556 รวมไปถึงการปลูกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือในปี 2558 ซึ่งปัจจุบันอยู่ในช่วงที่ให้ผลผลิตน้ำยางต่อไร่สูง
2.สภาพภูมิอากาศ ที่เอื้ออำนวยต่อการกรีดยาง โดยปริมาณฝนภาคใต้มีแนวโน้มลดลงจากสถานการณ์ El Niño ส่งผลต่อเนื่อง 1-2 ปี คาดการณ์ผลผลิตยางขั้นต้นจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 0.5-1.5% ต่อปี
3.แรงจูงใจ จากราคายางพาราที่คาดว่าจะสูงกว่าช่วงปี 2561-2564 กระตุ้นให้เกษตรกรดูแลรักษาและเร่งเก็บเกี่ยวผลผลิต
อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยงจาก โรคระบาด โดยเฉพาะโรคใบร่วงยางพารา เกษตรกรบางส่วนอาจหันไปปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจอื่นทดแทนในช่วงที่ราคายางตกต่ำ
ปัจจัยแปรผัน
แม้จะมีสัญญาณบวกจากสต๊อกยางพาราที่ลดลงทั้งในไทยและตลาดโลก แต่ราคายางพารามีแนวโน้มทยอยปรับลดลง สาเหตุหลักมาจาก
- เกษตรกรหันไปปลูกพืชอื่น: ช่วงที่ราคายางตกต่ำ เกษตรกรหลายรายตัดสินใจโค่นยางเพื่อไปปลูกพืชชนิดอื่นที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า เช่น ปาล์มน้ำมันส่งผลให้ปริมาณยางในตลาดลดลง
- ภัยแล้ง: ปีนี้หลายพื้นที่ประสบภัยแล้ง เกษตรกรไม่สามารถกรีดยางได้เต็มที่ส่งผลให้ผลผลิตยางลดลง
- ความต้องการยางที่เพิ่มขึ้น:เศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัวหลังจากโควิด-19 ส่งผลให้ความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภค รวมถึงยางพาราเพิ่มสูงขึ้น
4.การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะจากประเทศเพื่อนบ้าน
5.ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ท่ามกลางแรงกดดันจากภาวะเงินเฟ้อ
6.ราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มลดลง ส่งผลต่อราคาส่งออกยางแท่งของไทย
ทั้งนี้ ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลต่อราคาน้ำยาง เช่น นโยบายของภาครัฐ สถานการณ์การเงินโลก ฯลฯ อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำยางมีขึ้นมีลง เกษตรกรควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด วางแผนการผลิตและการขายยางอย่างรอบคอบ เพื่อรับมือกับความผันผวนของราคา
ราคายางแผ่นดิบชั้น 3 ในประเทศจะทรงตัวอยู่ในระดับต่ำที่ 45-50 บาท และราคายางแท่งตลาดโลก (TSR20) เฉลี่ยอยู่ที่ 1.4-1.5 ดอลลาร์สหรัฐ/กก. ในช่วงปี 2566-2567 เทียบกับ 1.54 ดอลลาร์สหรัฐ/กก. ในปี 2565 และ 1.7 ดอลลาร์สหรัฐ/กก. ในปี 2565
แนวโน้มของอุตสาหกรรมยางพาราปลายน้ำ: หันมาใช้ยางธรรมชาติมากขึ้นทดแทนยางสังเคราะห์ ซึ่งราคาทรงตัวสูงตามราคาน้ำมันดิบจากปัญหาสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยังคงยืดเยื้อ
ปริมาณการจำหน่ายยางพาราในประเทศมีแนวโน้มขยายตัว แรงหนุนจากความต้องการในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง การใช้ยางพาราในรูปแบบใหม่ๆ การก่อสร้างภาครัฐ มาตรการภาครัฐ และการใช้ยางธรรมชาติทดแทนยางสังเคราะห์
การส่งออก ปัจจัยแปรผันหลักที่ต้องจับตา
การส่งออกคาดว่าจะขยายตัวเเนวโน้มธุรกิจอุตสาหกรรมยางพารา ปี 2567 ปริมาณการส่งออกยางพาราคาดว่าจะขยายตัว 3.5-4.5% ต่อปี สอดคล้องกับความต้องการใช้ยางพาราขั้นกลางของโลกที่คาดว่าจะขยายตัวเฉลี่ย 1.0-2.0% ต่อปี ปัจจัยหนุนหลักๆ ดังนี้
ความต้องการจากอุตสาหกรรมต่อเนื่อง:การผลิตในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ (ทั้งเครื่องยนต์สันดาปและไฟฟ้า) ในจีน สหรัฐ ญี่ปุ่น และยุโรป เพิ่มขึ้นจากกฎหมายที่กำหนดให้เปลี่ยนยางล้อ, การขยายเมือง, และการสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV)
ความต้องการใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์:ถุงมือยาง เครื่องมือยางทางการแพทย์ และอุปกรณ์ยางพาราเพื่อสุขอนามัยมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในสังคมผู้สูงอายุ
อุปทานจากคู่แข่งลดลง:ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการระบาดของโรคใบร่วงยางพารา ส่งผลให้อุปทานจากอินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ลดลง เพราะหันไปปลูกปาล์มน้ำมันและทุเรียน นอกจากนั้นแล้วราคายางสังเคราะห์สูง:ราคาน้ำมันดิบโลกทรงตัวสูงจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ส่งผลให้ราคายางสังเคราะห์สูง ผู้ผลิตจึงหันมาใช้ยางธรรมชาติมากขึ้น
การเพิ่มสินค้าคงคลัง:ผู้ประกอบการเพิ่มสินค้าคงคลังจากความกังวลด้านภาวะ El Niño ซึ่งกระทบต่อห่วงโซ่การผลิตของภาคการผลิตในจีนปริมาณการส่งออกยางพารามีแนวโน้มขยายตัว แรงหนุนจากความต้องการในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง อุปกรณ์ทางการแพทย์ อุปทานจากคู่แข่งลดลง ราคายางสังเคราะห์สูง และการเพิ่มสินค้าคงคลัง
สถานการณ์ราคายางปัจจุบัน
ในปัจจุบัน ณ วันที่ 6 พ.ค.2567 พบว่า ราคายางแผ่นรมควันเท่ากับ 86.89 บาท/กก. ในส่วนของยางแผ่นดิบเท่ากับ 92.39 บาท/กก. ราคาน้ำยางข้น: 71.50 บาท/กก. (FOB Bangkok)
ส่วนสถานการณ์ราคาในช่วงต่อไปนั้น ในส่วนของยางแผ่นรมควัน: คาดว่าจะขยายตัวต่ำ 0.0-1.0% ต่อปี แม้จะมีคุณภาพสูง แต่ไทยสูญเสียส่วนแบ่งตลาดให้ประเทศเพื่อนบ้าน ตลาดจีนอาจชะลอตัว ส่วนของยางแท่ง: มีแนวโน้มเติบโต 2.5-3.5% ต่อปี ตามการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า ตลาดจีนมีความต้องการยางแท่งเพื่อผลิตยางล้อและชิ้นส่วนยานยนต์สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น
น้ำยางข้น: คาดว่าจะขยายตัว 0.5-1.5% ต่อปี ตามการเติบโตของอุตสาหกรรมถุงมือยางและผลิตภัณฑ์ยางทางการแพทย์ ตลาดหลักคือมาเลเซีย แต่การเติบโตมีจำกัดจาก COVID-19 ที่ทุเลาลง วัคซีนที่กระจายทั่วโลก และมาตรการกีดกันการค้า
ยางคอมพาวด์: เติบโตชะลอลง 2.5-3.5% ต่อปี ตามภาคการผลิตของประเทศคู่ค้าที่ฟื้นตัวช้า ราคายางคอมพาวด์ที่สูงกดดันความต้องการ
ยางผสม: มีแนวโน้มเติบโต 6.0-7.0% ต่อปี ตามการขยายตัวของอุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์ ยางล้อ และชิ้นส่วนยานยนต์ โดยเฉพาะยางล้อรถยนต์ไฟฟ้า ตลาดหลักคือจีน ยางผสมยังสามารถใช้ในอุตสาหกรรมอื่น ๆ เพิ่มเติม
ความท้าทายกำลังใกล้เข้ามา
อุตสาหกรรมยางพารากำลังเผชิญกับ “ความท้าทาย” หลายประการ ประการแรก จีนซึ่งเป็นตลาดหลักของไทยกำลังหันไปพึ่งพายางจากกลุ่มประเทศ CLMV มากขึ้นหลังจากนักลงทุนจีนขยายการลงทุนปลูกยางในภูมิภาคนั้น ประกอบกับจีนเองก็มุ่งปฏิรูปอุตสาหกรรมยางพาราภายในประเทศให้ทันสมัย เน้นเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้วยเทคโนโลยี ผลลัพธ์คือ จีนอาจลดการนำเข้ายางจากไทยลง
นอกจากนี้ ยังมี “กำแพงกีดกันการค้า” ที่ไม่ใช่ภาษี โดยเฉพาะประเด็นสิ่งแวดล้อม ซึ่งประเทศผู้นำเข้ายางพารากำลังเข้มงวดมากขึ้น ผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับกฎหมายสิ่งแวดล้อม มาตรฐานการผลิตสินค้าขั้นปลายที่รักษ์โลก รวมถึงมาตรฐาน FSC และร่างกฎหมายของ EU เกี่ยวกับสินค้าปลอดการทำลายป่า ซึ่งล้วนเพิ่มต้นทุนให้กับผู้ประกอบการไทย
“ภัยคุกคาม” อีกประการคือ โรคใบร่วงยางพาราที่ระบาดหนักในภาคใต้ ส่งผลให้ผลผลิตยางลดลง ซ้ำเติมด้วย “เศรษฐกิจโลก” ที่มีความไม่แน่นอน ส่งผลต่อกำลังซื้อทั้งในและต่างประเทศ ปิดท้ายด้วย “ปัญหาต้นทุนการผลิต” ที่แม้จะทรงตัวลดลงตามราคาน้ำมัน แต่ก็ยังสูงกว่าช่วงก่อน COVID-19
อนาคตของยางพาราไทยเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่โอกาสก็อยู่ตรงหน้า ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องปรับตัวครั้งใหญ่ มุ่งพัฒนาเทคโนโลยี ยกระดับการผลิต สร้างสินค้ามูลค่าสูง และรักษาสมดุลกับสิ่งแวดล้อม ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน อุตสาหกรรมยางพาราไทยจะสามารถฝ่าฟันอุปสรรคและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยต่อไปได้อย่างยั่งยืน








