หน้าแรกข่าวล่าสุดโรงสีกังวลนำข้าวเก่าค้างในโกดังสิบปีขายหวั่นกระทบภาพลักษณ์ข้าวสุรินทร์

โรงสีกังวลนำข้าวเก่าค้างในโกดังสิบปีขายหวั่นกระทบภาพลักษณ์ข้าวสุรินทร์

-

จากกรณีที่เป็นข่าว เกี่ยวกับข้าวในโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลที่ถูกเก็บไว้ในโกดังถึง 10 ปี ยังสามารถหุงทานได้ และจำหน่ายได้ ตามที่ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบโกดัง ในพื้นที่ จ.สุรินทร์ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ 14 มี.ค. 67 หลังจากได้รับเรื่องร้องเรียนจากสมาคมผู้ประกอบธุรกิจตรวจสอบสินค้าเกษตรไทย ซึ่งได้รับผลกระทบจากการถูกกล่าวหาว่าข้าวสารในโครงการรับจำนำข้าวเป็นข้าวที่เก็บรักษาไม่ได้มาตรฐานพบเป็นข้าวเสื่อมคุณภาพจนไม่สามารถจำหน่ายให้คนบริโภคได้ ก่อนจะเปิดเผยและยืนยันกับสื่อมวลชนอีกครั้งจนเป็นกระแสข่าวในสัปดาห์ที่ผ่านมา กรณีดังกล่าวได้ทำให้เกิดข้อสงสัยจากนักวิชาการหลายคน รวมทั้งประชาชน ว่าข้าว 10 ปียังสามารถทานได้อยู่จริงหรือไม่

หลังจากเกิดกระแสข่าวดังกล่าว วานนี้ (25 มี.ค. 67) ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปพบ ผู้ประกอบการโรงสีและผู้ค้าข้าว ต่างรู้สึกหวาดหวั่นเกรงได้รับผลกระทบ ภาพลักษณ์ของข้าวหอมมะลิสุรินทร์ ที่มีคุณภาพ และชื่อเสียงในเรื่องของข้าวหอมมะลิมาอย่างยาวนานรวมทั้งผลกระทบกับราคาของข้าวปัจจุบัน เพราะว่าข้าวที่อยู่ในโครงการรับจำนำข้าวอยู่ในโกดังเป็น 10 ปีแล้วจะมีการระบายออก จึงอยากจะบอกให้ทางรัฐบาลออกมาพูดให้ชัดเจนถึงผู้ที่จะมาซื้อข้าวดังกล่าว

นายฐิติวิชญ์ เศรษฐพัฒนชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจ พี ไรซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า ถ้ารัฐบาลจะมีความประสงค์ที่จะระบายข้าว ก็อยากให้พิจารณาเรื่อง เสถียรภาพ ราคาข้าวที่จะระบายออกมา ว่าจะกระทบต่อราคาตลาดหรือเปล่า อีกประเด็นหนึ่งก็คือในเรื่องของคุณภาพข้าวที่จะระบายออกมาว่าเหมาะสมสำหรับคนทานไหมว่า ทางกายภาพข้าวว่าเหมาะสมไหม และเหมาะสมสำหรับการหุงทานไหม ในเรื่องของสารเคยมีว่ามีสารเคมีที่ตกค้างเกินกว่ามาตรฐานหรือเปล่า และอยู่ที่รัฐบาลว่าจะจำกัดสินค้าข้าวได้มากน้อยแค่ไหน สิ่งที่กังวลมากที่สุดก็คือ เรื่องของราคาตลาด และคุณภาพของข้าวที่ระบายออกมาถ้ามีเงื่อนไขหรือข้อกำหนดที่ชัดเจนจะทำให้ผลกระทบเรื่องนี้น้อยลง

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

- Advertisment -spot_img

ข่าวล่าสุด

อดีตคุณครูนราธิวาสตัดสินใจกลับบ้านเกิดเพื่อสานต่อกิจการผ้าบาติกวาดมือ

นางสาวซูวารียะ มะรีเป็น หรือ “กะรัส” อดีตคุณครูผู้ตัดสินใจกลับบ้านเกิดในจังหวัดนราธิวาสเพื่อสานต่อกิจการผ้าของครอบครัว คือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ Rasbutik เติบโตจากร้านค้าผ้าแบบดั้งเดิมสู่ธุรกิจบาติกวาดมือที่มีทิศทางชัดเจน ทั้งด้านเศรษฐกิจชุมชนและการสืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่นให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงได้จริง เดิมทีครอบครัวมีประสบการณ์ค้าขายผ้ามาเป็นเวลายาวนาน โดยเริ่มจากการจำหน่ายผ้าสำเร็จรูปและนำสินค้าไปขายตามตลาดนัด เมื่อคลุกคลีกับวงการผ้ามากขึ้นจึงค่อย ๆ เห็นเสน่ห์ของผ้าบาติก ทั้งลวดลายที่มีเอกลักษณ์และความสบายในการสวมใส่ แต่กะรัสมองว่า หากต้องการให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคงและสร้างคุณค่ากับพื้นที่ การเป็นเพียง “ผู้ขาย” อาจไม่เพียงพอ จึงเริ่มขยับบทบาทสู่การพัฒนาสินค้าและกระบวนการผลิตด้วยตนเองอย่างจริงจัง หัวใจของ Rasbutik คือการผลิต “บาติกวาดมือ” ที่อาศัยทักษะและความประณีตในทุกขั้นตอน...