หน้าแรกข่าวล่าสุดอาชีพชั้นสูง "ชัยภูมิวัย 64"เหมาลูกตาลปอกขายรายได้วันละ 2 พัน

อาชีพชั้นสูง “ชัยภูมิวัย 64″เหมาลูกตาลปอกขายรายได้วันละ 2 พัน

-

อาชีพชั้นสูง เพราะอยู่เหนือยอดต้นตาล ลุงชัยภูมิวัย 64 ปียึดอาชีพเหมาลูกตาลปอกขายมากว่า 10 ปี ทำรายได้วันละ 2 พันบาท หาเลี้ยงครอบครัว ไม่ต้องลงทุนเยอะ แต่ก็ต้องเสี่ยง น้อยคนนักที่จะมาทำแข่งกับเราได้ หากไม่มีประสบการณ์ที่ชำนาญ เพราะเสี่ยงอันตราย

ยกเว้นคุณลุงทัน บุญมา อายุ 64 ปี ชาวบ้านในพื้นที่หมู่ 6 บ้านหัวหนอง ต.ชีลอง อ.เมือง จ.ชัยภูมิ หนึ่งในผู้ที่ยึดอาชีพหาลูกตาลขายมานานกว่า 10 ปี กล่าวว่า ในช่วงเช้าตนจะออกตระเวนหาลูกตาลตามท้องไร่ท้องนามาปอกขายเป็นประจำทุกปี เมื่อหาลูกตาลมาได้ก็จะนำมาวางขายที่บริเวณหน้าวัดชัยประสิทธิ์ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ชัยภูมิ

ทั้งนี้จะพาครอบครัวมานั่งแกะ หรือปอกลูกตาลขาย โดยมีขั้นตอนคือ เริ่มจาก ปอกลูกตาลแกะเอาลอนตาลมาล้างทำความสะอาด นำใส่ถุง ขายในราคาถุงละ 50 บาท โดยจะมีลูกค้ามาจอดรถซื้อเป็นประจำทุกวัน แต่ละวันมีรายได้เข้าครอบครัวไม่ต่ำกว่าวันละ 2,000-3,000 บาท แต่ปีนี้ลูกตาลออกน้อยไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า ถ้าหากวันไหนหาลูกตาลไม่ได้ ก็จะหยุดขายประมาณ 1-2 วัน เมื่อหาลูกตาลมาได้ก็นำมาวางขายอีกเช่นนี้เป็นประจำ

คุณลุงทัน บอกต่อว่า ในส่วนของลูกตาลที่นำมาขายนั้นจะมีทั้งขอซื้อจากชาวบ้านในราคาต้นละ 2-3 ร้อยบาท บางรายก็ให้ฟรี จากนั้นก็นำบันไดเหล็กมาเทียบเข้ากับต้นตาล แล้วก็ปีนขึ้นไปตัดเอาลูกตาล ซึ่งก็ถือว่าเป็นอาชีพที่เสี่ยงเช่นกัน แต่ก็ได้รายได้ดีพอสมควร แต่อาชีพขึ้นตาลนี้ก็ต้องแลกกับการเสียลูกชายไปเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา แต่ตนก็ยังรักอาชีพนี้ เพราะทำให้ครอบครัวอยู่ได้ มีเงินเลี้ยงครอบครัวเรื่อยมา

นายทัน กล่าวอีกว่า สำหรับปีนี้จะมีลูกตาลให้ขายได้ไปจนถึงปลายเดือนมิถุนายน จากนั้นลูกตาลก็จะสุก และร่วงหล่นจากต้น ก็จะเปลี่ยนอาชีพใหม่ขึ้นมาตามฤดูกาล คือเก็บลูกตาลสุกมาทำขนมตาลขาย ก็จะเป็นอีกอาชีพหนึ่งที่ทำเงิน และหมุนเวียนกันเช่นนี้ประจำทุกปี และขณะเดียวกันปีนี้ลูกตาลออกน้อย ไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า ทำให้ลูกตาลขาดตลาด หามาได้ก็ไม่พอขายเป็นที่ต้องการของลูกค้า เนื่องจากปีที่ผ่านมาฝนไม่ดี ทำให้ลูกตาลออกดอกน้อยไม่ค่อยติดลูก

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

- Advertisment -spot_img

ข่าวล่าสุด

อดีตคุณครูนราธิวาสตัดสินใจกลับบ้านเกิดเพื่อสานต่อกิจการผ้าบาติกวาดมือ

นางสาวซูวารียะ มะรีเป็น หรือ “กะรัส” อดีตคุณครูผู้ตัดสินใจกลับบ้านเกิดในจังหวัดนราธิวาสเพื่อสานต่อกิจการผ้าของครอบครัว คือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ Rasbutik เติบโตจากร้านค้าผ้าแบบดั้งเดิมสู่ธุรกิจบาติกวาดมือที่มีทิศทางชัดเจน ทั้งด้านเศรษฐกิจชุมชนและการสืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่นให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงได้จริง เดิมทีครอบครัวมีประสบการณ์ค้าขายผ้ามาเป็นเวลายาวนาน โดยเริ่มจากการจำหน่ายผ้าสำเร็จรูปและนำสินค้าไปขายตามตลาดนัด เมื่อคลุกคลีกับวงการผ้ามากขึ้นจึงค่อย ๆ เห็นเสน่ห์ของผ้าบาติก ทั้งลวดลายที่มีเอกลักษณ์และความสบายในการสวมใส่ แต่กะรัสมองว่า หากต้องการให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคงและสร้างคุณค่ากับพื้นที่ การเป็นเพียง “ผู้ขาย” อาจไม่เพียงพอ จึงเริ่มขยับบทบาทสู่การพัฒนาสินค้าและกระบวนการผลิตด้วยตนเองอย่างจริงจัง หัวใจของ Rasbutik คือการผลิต “บาติกวาดมือ” ที่อาศัยทักษะและความประณีตในทุกขั้นตอน...