เมื่อเร็วๆนี้ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ก้าวสู่ปีที่50 จับมือสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลก (WWF) องค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐ (USAID) และ THE GOLD STANDARD FOUNDATION จัดงาน Green Economy : Next Growth and Survive เพื่อส่งเสริมการขับเคลื่อนภาคเอกชนสู่การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เพื่อมุ่งสู่เศรษฐกิจสีเขียว
โดยหม่อนหลวง ชโยทิต กฤดากร ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ผู้แทนการค้าไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษ การขับเคลื่อนประเทศไทย พร้อมกันนั้น ตัวแทนภาครัฐ ภาคเอกชน บริษัทจดทะเบียนฯ ร่วมฟังโมเดลและรูปแบบนวัตกรรมทางสังคมที่ตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม
หม่อมหลวงชโยทิตกล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมา ไทยเจอปัญหาเรื่องโควิท และเกิดสงครามในต่างประเทศ ส่งผลให้การปรับเปลี่ยนฐานการผลิตและการส่งออก ทางรัฐบาลมองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้น ทำให้บางประเทศต้องปรับเปลี่ยนฐานการผลิต ทั้งประเทศแถบยุโรปและเอเชีย ต่างเริ่มมองเห็นศักยภาพประเทศไทย ที่ค่อนข้างให้ความสำคัญเรื่องพลังงานสะอาด อยากหันมาลทุนในไทย เนื่องจากไทยให้ความสำคัญเรื่องการปล่อยสารเรือนกระจกจากโรงงานต่างๆ รวมทั้งเรื่องปล่อยคาร์บอนฯ ซึ่งมีข้อได้เปรียบกว่าประเทศเพื่อนบ้าน อย่าง เวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ซึ่งต้องยอมรับไทยดีที่สุดในภูมิภาคนี้ คาดว่าในอนาคตจะเป็นต้นแบบ เศรษฐกิจพลังงานสะอาดที่ดีที่สุดในอาเซียน จะเห็นว่า ตอนนี้ค่ายรถดังๆที่ใช้พลังงานไฟฟ้าเริ่มมาหันมาลงทุนในไทยเพิ่มขึ้น
ขณะเดียว เรื่องสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญที่ต่างชาติมองไทย อนาคตอยากให้ไทยเป็นศูนย์กลางแวนเนส จะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาพักผ่อนเพิ่มจำนวนวันมากขึ้น พร้อมกันนั้น ยังมีซอฟต์พาวเวอร์อีกมากมาย อย่างไทยเริ่มเป็นแหล่งที่จัดคอนเสิร์ตใหญ่ๆ สามารถดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติมาชมคอนเสิร์ตดังจากต่างประเทศ ซึ่งส่วนนี้จะสามารถดึงเม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวได้ นอกเหนือภาคอุตสาหกรรมและกลุ่มพลังงาน ดังนั้น หากทุกฝ่ายหันมาร่วมมือสร้างพลังงานสะอาด จะเป็นผลดีต่อประเทศไทย ส่งผลต่อการดึงดูดนักลงทุนและมีผลดีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีทิศทางดีขึ้น

ดร.ภากร ปีตธวัชชัย กรรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่าทางตลาดหลักทรัพย์ฯได้ขับเคลื่อนประเทศไทยให้เกิดการเติบโตอย่างมีสมดุล ทั้งทางด้านศรษฐกิจ ด้านความยั่งยืน และการพัฒนาสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐที่มุ่งส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนเดินหน้าเศรษฐกิจสีเขียว จึงได้ร่วมมือกันทุกภาคส่วน
“การจัดงานนี้ เพื่อให้ทุกภาคส่วนตั้งแต่ภาครัฐ ภาคสังคมและภาคธุรกิจ ร่วมเสนอวิสัยทัศน์นโยบายเชิงกลยุทธ์ ตอบโจทย์และแลกเปลี่ยนโมเดลและรูปแบบนวัตกรรมทางสังคมที่ตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม รวมถึงการนำกลไกคาร์บอนเครดิตมาร่วมพัฒนาสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเป็นกรณีศึกษาให้ภาคเอกชนพัฒนาแนวทางการดูแลสิ่งแวดล้อม เพื่อมุ่งสู่เศรษฐกิจสีเขียว” ดร.ภากรกล่าว
ด้านวีรวิชญ์ เธียรชัยนันท์ ผู้อำนวยการโครงการแม่โขงเพื่ออนาคต องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากลกล่าวว่า องค์กรได้รับความร่วมมือแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดน ผ่านการมีส่วนร่วมของเครือข่ายภาคประชาสังคม โดยมุ่งเน้นเรื่องการแก้ไขปัญหาเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในพื้นที่ได้รับผลกระทบสูง ผ่านกลไกการทำงานร่วมกันทุกภาคส่วน สามารถเชื่อมโยง Gold Standard โดยมุ่งเน้นโปรแกรมรับรองคาร์บอนเครดิตคุณภาพ เพื่อพัฒนาความร่วมมือด้านความมั่นคงทางสภาพภูมิอากาศ








