จากความร่วมมือของกลุ่มนักศึกษามหาวิยาลัยเชียงใหม่ร่วมมือกับนักศึกษาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อปี2558 ผ่านมา ภายใต้โครงการวิจัยฯทางวิชาการ วัตถุประสงค์ เชิญชวนให้เกษตรกร “อย่าเผา ไม่พึงพาไฟ” เพื่อรณรงค์เรื่องคาร์บอนฯจากการเผาไฟ ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากเห็นว่าในโลกสังคมยุคใหม่ มีการเปลี่ยนแปลงจากสภาพอากาศที่แปรปวน ส่งผลต่อกระทบต่อสภาพแวดล้อมโดยรวม
ผศ.ดร.ธัญศิภรณ์ ณ น่าน หุ้นส่วนผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัด เฮซฟรี กล่าวว่า จากผลงานถือกำเนิดจากงานวิจัยฯสู่วิสาหกิจชุมชนเพื่อสังคมไร้หมอกควัน ขับเคลื่อนเกษตรกรลดการเผาที่ปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ ส่งผลต่อการดำเนินชีวิต ซึ่งทางทีมงานฯจะเข้าไปมีส่วนร่วมให้องค์ความรู้ต่อชาวบ้าน ในการปรับเปลี่ยนการใช้ประโยชน์ที่ดิน ด้วยการส่งเสริมให้เกษตรแบบไม่พึ่งพาไฟ เพื่อที่เพิ่มความมั่นคงหลากหลายให้ระบบอาหารในพื้นที่ ลดเลิกการใช้สารเคมี ทั้งนี้ ต้องการให้เกษตรกร มีรายได้ที่มั่นคงจากการขายผลผลิต และยังส่งเสริมการปลูกป่าวนเกษตรบนพื้นที่ว่างเปล่า หรือพื้นที่เคยปลูกพืชเชิงเดี่ยวมาก่อน

ปัจจุบันได้มีการนำร่อง 8 จังหวัดทางภาคเหนือ ระยะแรกมุ่งเน้น จ.น่านและจ.เชียงใหม่ เพื่อเข้าไปปรับเปลี่ยนการใช้ที่ดินเกษตรกร เพื่อสร้างผลผลิต การปลูกพืช ผัก สวนผลไม้ต่างๆ ทำนา ปลูกถั่ว รวมถึงไม้ผล ไม้โตเร็ว เพื่อสร้างวิสาหกิจสังคมแบบไร้มลพิษ ให้กลายเป็นพื้นที่เกษตรอินทรีย์ ซึ่งชาวบ้านทำเกษตรกรรม สามารถปลูกผักมีรายได้ให้กับชุมชน สร้างงาน สร้างอาชีพขึ้นมา อย่างพื้นที่บริเวณ จ.แม่ฮ่องสอน ได้ส่งเสริมผลิตผ้าฝ้ายทอมือ
สำหรับช่องทางการทำตลาด จะหาร้านดังในท้องถิ่น เพื่อเอาผลผลิตทางการเกษตรไปจำหน่าย อย่างผักออร์แกนิก ส่งที่ร้านไรมอนด์ฟาร์ม และร้านกาแฟ ข้าวพันธุ์พื้นเมือง จะจำหน่ายตามร้านค้าตามศูนย์จำหน่ายสินค้าบางแห่งในตัวจังหวัด ซึ่งค่อนข้างตอบรับจากผู้บริโภคดี เนื่องจากยุคนี้สินค้า ประเภทข้าวหอม ที่ผลิตเกษตรอินทรีย์เป็นที่นิยมเลือกทานกัน ซึ่งทางห้างหุ้นส่วนฯ จะเป็นตัวกลางนำสินค้าชุมชนไปช่วยทำการตลาดให้








