ปัญหาสินค้าจีนที่ไหลทะลักเข้ามาในประเทศไทย ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในเมืองไทยเท่านั้น แต่เกิดขึ้นไปทั่วทั้งอาเซียน และส่งผลกระทบทำให้การส่งออกของไทย ไปอาเซียนในช่วงปีที่ผ่านมา ปี 2566 ติดลบ 7.1 % ถือว่าติดลบในรอบ 3 ปี นับตั้งแต่การการระบาดของโควิด 19
ซึ่งทางคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) อันประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย (กกร.) เป็นห่วง สินค้าราคาถูกของจีนที่เข้ามาทุ่มตลาดในไทย โดยเฉพาะผ่านช่องทางออนไลน์ รวมถึงการเข้ามาการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ “ฟรีเทรดโซน” ขายสินค้าในประเทศ รวมถึงการลักลอบการเข้าสินค้าผ่านด่านศุลกากร โดยการสำแดงข้อมูลเป็นเท็จ เพื่อหลีกเลี่ยงภาษี ก็ทำให้สินค้าราคาถูก รวมถึงสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน ต่างไหลทะลักเข้ามาในประเทศไทย ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่ม SME ไม่สามารถแข่งขันในเรื่องของต้นทุนของจีนที่ถูกกว่าได้
กกร.จึงมีข้อเสนอไปถึงภาครัฐให้เข้ามา ดูแลเรื่องนี้ มี 5 ข้อด้วยกัน

1.ควรทบทวนกรณีข้อยกเว้นการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มหรือ VAT สำหรับการซื้อสินค้าออนไลน์ที่ไม่เกิน 1,500 บาท เพื่อให้เกิดความยุติธรรมกับผู้ประกอบการไทย
2.อยากให้ทบทวนนโยบายเงื่อนไข ในการใช้สิทธิประโยชน์ในเขต “ฟรีเทรดโซน”
3.ควรมีการออกมาตรการในการปกป้อง ผู้ประกอบการในประเทศ เช่นนำมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด มาบังคับใช้
4.ควรต้องเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจจับสินค้า ที่ผ่านเข้าด่านศุลกากร
5.ควรเร่งออกมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เพื่อเป็นการการันตีว่าสินค้าได้มาตรฐาน หรือปลอดภัยหรือไม่
ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในช่วงนี้ มีสินค้า “กางเกงลายช้าง” หรือรูปสัตว์ต่าง ๆ ที่รัฐบาลไทยพยายามผลักดันให้เป็นซอฟเพาเวอร์ในพื้นถิ่นแต่ละจังหวัด แต่มีสินค้าในรูปแบบเดียวกันจากประเทศจีนเข้ามาตีตลาด ขายในราคาที่ถูกกว่าเท่าตัว ทำให้ผู้ประกอบการไทยที่เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ต่างได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก
ทั้งหมดเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทาง กกร.กังวล และพยายาผลักดัน เพราะปัญหานี้อาจส่งผลให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่ม SME ต้องปิดกิจการในที่สุด








