อีก 5 ปีข้างหน้า โมเดลเศรษฐกิจสีเขียวชีวภาพ หรือ BCG ECONOMY จะมีบทบาทสำคัญต่อการส่งออกสินค้าในทุกๆ ประเทศทั่วโลก เพราะเป็นข้อกำหนดสากลที่ต้องให้ทุกอุตสาหกรรมรวมถึงภาคการเกษตร คำนึงถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ หากประเทศไหนมีการปรับตัวได้ดี ก็จะมีโอกาสทางการค้าในเวทีโลก สร้างรายได้ให้กับประเทศอย่างมหาศาล
จากข้อมูลสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.)ระบุว่า หากประเทศไทยปรับตัวเข้าสู่โมเดลเศรษฐกิจสีเขียวชีวภาพ หรือ BCG ECONOMY จะทำให้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น จากการขยายตัวของอุตสาหกรรมต่าง ๆ รวมถึงภาคการเกษตร
มีการสร้างงานใหม่ รายได้ที่สูงขึ้น แรงงานในอุตสาหกรรม BCG จ้างงานกลุ่ม Highly-skill talents, Innovative entrepreneurs และงานรายได้สูง 10 ล้านตำแหน่ง ภายใน 10 ปี เกิด Startup ที่เกี่ยวกับ BCG ไม่ต่ำกว่า 10,000 ราย

นอกจากนั้นแล้วยังช่วยลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มรายได้ชุมชนผ่านการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนสามารถดึงเอาศักยภาพพื้นที่ออกมาได้อย่างเต็มที่ สำคัญอย่างยิ่งคือ รายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้น 240,000 บาท/ครัวเรือน/ปี
ดัชนีความมั่นคงทางอาหารไทย จะขึ้น Top 5 ของโลกใน 5 ปีการเข้าถึงยาชีววัตถุอย่างน้อย 300,000 คนต่อปี ภายใน 5 ปีความมั่นคงบนฐานทรัพยากรธรรมชาติ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรตลอดห่วงโซ่คุณค่า ลดปริมาณของเสียจากระบบ เพื่อรักษาฐานทรัพยากรของประเทศและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
นอกจากนั้น ยังช่วยลดการใช้ทรัพยากรลง 2 ใน 3 จากปัจจุบันปริมาณขยะลดลง 16.5 ล้านตันการจัดการท่องเที่ยวและคอนเทนต์ท่องเที่ยดีที่สุด Top 3 ของเอเชียแปซิฟิก
BCG ECONOMY มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและครอบคลุมผ่านมาตรฐานต่างๆ ซึ่งส่งผลต่อประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น
1.การเข้าถึงตลาดเพิ่มขึ้น: ความชัดเจนในส่วนนี้ที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือ การปฏิบัติตามมาตรฐานความยั่งยืนระดับสากลเช่นเดียวกับที่ BCG ส่งเสริมสามารถเปิดประตูสู่ตลาดใหม่ที่มีข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมที่เข้มงวดมากขึ้น เพื่อกำหนดราคาระดับพรีเมียม: ขณะที่ผู้บริโภคแสวงหาผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืนมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติตามมาตรฐาน BCG จะทำให้เกษตรกรไทยสามารถควบคุมราคาระดับพรีเมียมสำหรับผลผลิตของตนได้อีกด้วย
นอกจากนั้น การเชื่อมโยงการเกษตรของไทยเข้ากับความยั่งยืนช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ประเทศในฐานะผู้ผลิตที่มีความรับผิดชอบ และอาจดึงดูดผู้ซื้อได้มากขึ้น
2.ลดของเสียและปรับปรุงประสิทธิภาพของทรัพยากร: มาตรฐาน BCG อาจนำไปสู่การจัดการของเสียและการใช้ทรัพยากรที่ดีขึ้น ลดต้นทุนการผลิต และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมปรับปรุงคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์: การดำเนินการตามมาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัยที่เข้มงวดยิ่งขึ้นภายใต้ BCG จะช่วยเพิ่มคุณภาพและความปลอดภัยโดยรวมของการส่งออกสินค้าเกษตรของไทยการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้: การมุ่งเน้นไปที่นวัตกรรมในแบบจำลอง BCG สามารถส่งเสริมให้เกษตรกรนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ ซึ่งนำไปสู่ผลผลิตและประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น
3.ความเป็นอยู่ของเกษตรกรดีขึ้น: รายได้ที่สูงขึ้นจากการกำหนดราคาระดับพรีเมียมและต้นทุนที่ลดลงสามารถปรับปรุงความเป็นอยู่ของเกษตรกรไทยได้ การพึ่งพาปัจจัยการผลิตทางเคมีลดลง: การเน้นเกษตรอินทรีย์และแนวทางปฏิบัติที่ยั่งยืนสามารถลดการพึ่งพาปัจจัยการผลิตทางเคมี ลดต้นทุนการผลิต และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ปรับปรุงความหลากหลายทางชีวภาพและสุขภาพของดิน: แนวทางปฏิบัติที่ยั่งยืนที่ส่งเสริมโดย BCG สามารถปรับปรุงสุขภาพของดินและความหลากหลายทางชีวภาพ นำไปสู่ระบบการเกษตรที่มีความยืดหยุ่นและมีประสิทธิผลมากขึ้น
“BCG Model” จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกอุตสาหกรรมประเทศไทย รวมถึงภาคการเกษตร ต้องปรับตัว ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และสอดรับกับหลักการของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (SEP) ซึ่งเป็นหลักสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยในอนาคต








