Google search engine
หน้าแรกข่าวล่าสุดอีสานอ่วมมลพิษฝุ่น PM 2.5 ถล่มพุ่งสูงเกินมาตรฐานพุ่งที่1ของประเทศ

อีสานอ่วมมลพิษฝุ่น PM 2.5 ถล่มพุ่งสูงเกินมาตรฐานพุ่งที่1ของประเทศ

-

เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2566 จากรายงานสถานการณ์และคุณภาพอากาศประเทศไทย จากกองจัดการคุณภาพและเสียง กรมควบคุมมลพิษพบว่าแต่ละภูมิภาคมีค่าฝุ่น PM 2.5 เกินค่ามาตรฐาน โดยกรุงเทพมหานครและปริมณฑล สถานีตรวจวัดของ คพ. ร่วมกับ กทม. เกินค่ามาตรฐานเป็นส่วนใหญ่ ตรวจวัดได้ 62-139 ไมโครกรัม/ลบ.ม. ได้แก่ นนทบุรี ปทุมธานี สุมทรปราการ สทุรสาคร และนครปฐม

ภาคเหนือ เกินค่ามาตรฐานเป็นส่วนใหญ่ตรวจวัดได้ 43-119 ไมโครกรัม/ลบ.ม. และจังหวัดในภาคเหนือที่มีค่าฝุ่น PM 2.5 สูง แบ่งออกเป็น เชียงราย, เชียงใหม่, ลำปาง, ลำพูน, แม่ฮ่องสอน, น่าน, แพร่, พะเยา, อุตรดิตถ์, สุโขทัย, พิษณุโลก, กำแพงเพชร, พิจิตร, เพชรบูรณ์, นครสวรรค์, อุทัยธานี

ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เกินค่ามาตรฐานเป็นส่วนใหญ่ ตรวจวัดได้ 57-158 ไมโครกรัม/ลบ.ม. และจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีค่าฝุ่น PM 2.5 สูง แบ่งออกเป็น บุรีรัมย์, มุกดาหาร, ขอนแก่น, นครราชสีมา, เลย, หนองคาย, อุบลราชธานี, นครพนม, สกลนคร, อุดรธานี, บึงกาฬ, ร้อยเอ็ด, ศรีสะเกษ, กาฬสินธุ์, หนองบัวลำภู, ชัยภูมิ

DCIM100MEDIADJI_0393.JPG

ภาคกลางและตะวันตก เกินค่ามาตรฐานเป็นส่วนใหญ่ ตรวจวัดได้ 48-110 ไมโครกรัม/ลบ.ม. และจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีค่าฝุ่น PM 2.5 สูง แบ่งออกเป็น ประจวบคิรีขันธ์, พระนครศรีอยุธยา, สระบุรี, ต.ปากเพรียว อ.เมือง จ.สระบุรี, ราชบุรี, กาญจนบุรี, สมุทรสงคราม, สุพรรณบุรี, ลพบุรี, สิงห์บุรี, อ่างทอง

โดยภาคตะวันออกเกินค่ามาตรฐานเป็นส่วนใหญ่ ตรวจวัดได้ 40-79 ไมโครกรัม/ลบ.ม. และจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีค่าฝุ่น PM 2.5 สูง แบ่งออกเป็น ระยอง, ชลบุรี, ฉะเชิงเทรา, สระแก้ว, ปราจีนบุรี และภาคใต้ ภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ดีมาก ตรวจวัดได้ 17-28 ไมโครกรัม/ลบ.ม.

อย่างไรก็ตามประชาชนทั่วไป ควรเฝ้าระวังสุขภาพ ลดเวลาการทำกิจกรรมกลางแจ้ง หรือใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเองหากมีความจำเป็น โดยผู้ที่ต้องดูแลสุขภาพเป็นพิเศษ ควรลดระยะเวลาการทำกิจกรรมกลางแจ้ง หรือใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเองหากมีความจำเป็น ถ้ามีอาการทางสุขภาพ ควรปรึกษาแพทย์

นายไกรสร กองฉลาด ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เปิดเผย ว่า ปัญหาเรื่องค่าฝุ่น PM 2.5 ของจังหวัดขอนแก่นเกิดจากสาเหตุหลักคือเผาพืชทางเการเกษตร โดยเฉพาะการเผาไร่อ้อย ซึ่งตอนนี้มีปัญหาขาดแคนแรงงานตัดอ้อยด้วยเกษตรจึงเผา

ปัญหาเหล่านี้เป็นที่ทราบกันมานานแล้วแต่ยังไม่สามารถแก้ไขอย่างเป็นรูปประธรรม เพราะหากจะให้ได้ผลต้องปรับทั้งระบบ หลายองค์ประกอบมีปัญหาเต็มไปหมด บางพื้นที่เมื่อต้องการใช้เครื่องจักรก็ยังไม่สามารถเข้าไปได้ ต้องเริ่มตั้งแต่การปลูก ปรับปรุงพื้นที่ เว้นระยะการปลูกให้เหมาะสม และที่จะช่วยแก้ปัญหาดีที่สุดคือเรื่องราคา การซื้ออ้อยที่ถูกเผากับอ้อยที่ตัดสดจะต้องต่างกันมากพอสมควร เพื่อเป็นแรงจูงใจให้เกษตร

“จากประสบการณ์ส่วนตัวเคยเห็นโรงงานที่จังหวัดชัยภูมิ ใช้เรื่องราคาอ้อยเผากับอ้อยไม่เผามาแก้ปัญหาได้ แม้จะต้องใช้เวลานานให้เกษตรกรปรับและใช้เครื่องจักรแทนคน แต่ถือว่าได้ผลดีจนอ้อยเผาเหลือไม่ถึง 5% ของพื้นที่ จังหวัดขอนแก่นก็น่าจะเอาแนวทางดังกล่าวมาวางรากฐานปฏิบัตเช่นกัน”

นายไกรสร กล่าวว่า ตอนนี้กำลังเตรียมจะพูดคุยหารือกับโรงงานน้ำตาลในพื้นที่เพื่อให้ทั้งหมดให้เป็น Zero waste ทำของเสียจากอ้อยให้เป็นศูนย์ ถ้าเป็นไปได้ทางโรงงานต้องเข้ามาช่วยอย่างจริงจัง ซึ่งใบอ้อยนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงงานผลิตไฟฟ้าได้เหมือนชานอ้อย แต่จุดรับซื้อใบอ้อยยังมีไม่มาก

ประเด็นสำคัญอีกอย่างคือการรวบรวมใบอ้อยมาอัดเป็นก้อนเหมือนฟางข้ามต้องใช้เครื่องจักรราคาแพง เกษตรกรธรรมดาไม่มีต้นทุนพอทำได้

“เราต้องดำเนินการตามแนวทางของรัฐบาล และกำลังเชิญทุกหน่วยงานในจังหวัดมาคุยกันในเร็ว ๆ นี้ เบื้องต้นสั่งให้ทุกอำเภอตั้งหน่วยเคลื่อนที่เร็วในท้องถิ่นไว้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าแล้ว หากมีไฟไหม้ให้นำรถดับเพลิงเข้าไปก่อน ส่วนเรื่องกรณีไร่อ่อยเกษตรควรจะต้องเริ่มปรับตั้งแต่การปลูกเลย”

สำหรับจังหวัดเชียงใหม่ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปัญหาฝุ่นควัน PM 2.5 ที่เกิดจากการเผาบนพื้นที่สูงยังคงทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น โดยในวันนี้ (2 กุมภาพันธ์ 2566) คุณภาพอากาศของจังหวัดเชียงใหม่ พบว่า PM 2.5 รายนาที อยู่ที่ 40 ไมโครกรัมต่อลูกบาศ์กเมตร

อยู่ในระดับที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ และคุณภาพอากาศ USAQI ณ เวลา 14.00 น. อยู่ที่ 161 ไมโครกรัมต่อลูกบาศ์กเมตร ซึ่งอยู่ในลำดับที่ 10 ของเมืองที่คุณภาพอากาศแย่ที่สุดของโลก

นายชัชวาลย์ ทองดีเลิศ ประธานสภาลมหายใจภาคเหนือ กล่าวว่า มี 3 ปัจจัยหลักที่เป็นสาเหตุสำคัญทำให้จังหวัดเชียงใหม่ต้องตกอยู่ในสภาวะคุณภาพอากาศแย่ในช่วงตลอดสัปดาห์นี้คือ 1.สภาพอากาศที่แห้งและแล้ง 2.กระแสลมจากทางใต้ที่พัดมาจากภาคกลางและภาคเหนือตอนล่างเข้าสู่จังหวัดเชียงใหม่ 3.การเผาในพื้นที่ป่า (แปลงใหญ่) ซึ่งเกิดไฟในพื้นที่ป่าอุทยานฯและป่าอนุรักษ์

ทั้งนี้ การเผาในพื้นที่ป่า อุทยานและป่าอนุรักษ์ เป็นการบริหารจัดการเชื้อเพลิงของหน่วยงานภาครัฐโดยตรง ที่ควรต้องจัดการให้เร็ว รอบคอบและกระชับ แต่ยังไม่สามารถควบคุมพื้นที่การเผาได้ โดยเฉพาะไฟป่าในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์และอุทยานแห่งชาติออบหลวง เกิดไฟป่ามาต่อเนื่องตั้งแต่ 2-3 วันที่ผ่านมา

สำหรับข้อเรียกร้องของสภาลมหายใจภาคเหนือ ต้องการให้ภาครัฐลดพื้นที่การบริหารจัดการเชื้อเพลิงลง โดยซอยพื้นที่แปลงใหญ่ให้เป็นแปลงเล็ก และบริหารจัดการเชื้อเพลิงให้จบภายในตอนเย็น ไม่ปล่อยลามไปถึงช่วงกลางคืนที่เป็นช่วงที่อากาศเย็นซึ่งจะทำให้เกิดฝุ่นควันมากขึ้น ไม่ใช่ทำให้เกิดการเผาในพื้นที่แปลงใหญ่เพื่อให้ได้งบประมาณในการบริหารจัดการ ซึ่งหากสถานการณ์ฝุ่นควันยังคงรุนแรงและวิกฤตเพิ่มขึ้น ก็ควรต้องหยุดและทบทวน

นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า แนวทางการแก้ปัญหาฝุ่นควันในปีนี้ (2566) รอยต่อของไฟป่าต้องหมดไป โดยจะเชิญ 4 จังหวัด คือ เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง และแม่ฮ่องสอน มาร่วมประชุมหารือไม่ให้มีไฟรอยต่อระหว่างจังหวัด ที่ต้องระวังไม่ให้เกิดการเผา หรือเผาน้อยที่สุด

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

- Advertisment -spot_img

ข่าวล่าสุด

จากอดีตข้าราชการป่าไม้ โค่นสวนยาง 40 ไร่ ปลูกทุเรียนกว่า 1,200 ต้น ริมเทือกเขาบรรทัด

จากอดีตข้าราชการป่าไม้ "นายสนิท องศารา" หรือ "ลุงหนิด" วัย 65 ปี ตัดสินใจโค่นสวนยางพารากว่า 40 ไร่สู่เจ้าของสวนทุเรียนขนาดใหญ่ในพื้นที่ ต.ช่อง อ.นาโยง จ.ตรัง "ลุงหนิด" วัย 65 ปี บอกว่า  หลังเกษียณอายุราชการ ตัดสินใจโค่นสวนยางพารากว่า 40 ไร่เพื่อปลูกทุเรียน 4 สายพันธุ์...