หน้าแรกข่าวล่าสุดความสู้ชีวิตของ “ตาไก่” ชายสูงวัยป่วยโรคไตกับร่างกายที่ไม่สามารถเดินได้

ความสู้ชีวิตของ “ตาไก่” ชายสูงวัยป่วยโรคไตกับร่างกายที่ไม่สามารถเดินได้

-

ด้วยความที่ชีวิตลำบาก และต้องดิ้นรน นายคำโตน ทะเสนฮด หรือ ตาไก่ จึงตัดสินใจเดินทางออกจากบ้านเกิดที่จ.กาฬสินธุ์ เมื่อ 20 ปีก่อน และย้ายหลักปักฐานอาศัยในพื้นที่ ต.ฉลอง จ.ภูเก็ต ประกอบอาชีพรับซื้อของเก่า

แม้ว่าโอกาสของการกลับมาเดินได้เป็นศูนย์ แต่ก็ไม่เคยยอมแพ้โชคชะตาและไม่ยอมเป็นภาระของใคร ตาไก่ วัย 70 ยังคงฝืนคนรอบข้าง ควงรถวีลแชร์คู่ใจเข็นจากที่พักไกลเกือบ 10 กิโลเมตร เพื่อรับซื้อของเก่าตามบ้านเรือน และเลือกเก็บวัสดุที่สามารถขายได้ตามจุดทิ้งขยะ ใส่ถุงแขวนห้อยโตงเตงกลับบ้าน

สิ่งของ กระดาษลัง ขวดพลาสติก และอุปกรณ์อื่นๆ ถูกจัดวางเป็นกองอย่างเป็นระเบียบรอบบ้าน สามารถแปรเปลี่ยนรายได้ แต่ทุกอย่างกลับมีรายได้ไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับราคารับซื้อของผู้ค้าคนกลาง

เงินจากภาครัฐเดือนละ 1,500 บาท (เงินสูงวัยเดือนละ 700 บาท บวกเบี้ยคนพิการ อีกเดือนละ 800 บาท) จึงเป็น สิ่งการันตีรายได้ สำหรับจ่ายค่าเช่าบ้าน และเงินค่ารถไป-กลับโรงพยาบาลเพื่อรักษาตัว แต่นั่นไม่สามารถนำไปจ่ายในส่วนอื่นๆได้ อย่าง ค่าไฟ ค่าอาหาร ค่าเสื้อผ้า ฯลฯ ดังนั้น ทุกวันลุงต้องใช้ชีวิตบนความมืด ไร้แสงไฟ อาศัยข้าวจากเพื่อนบ้านพอประทัง

ด้วยเหตุผลนี้ หลายครั้งตาไก่จำเป็นต้องทำงานอื่นเพิ่มขึ้น นั่นจึงเป็นช่องทางของโอกาสของคนบางกลุ่มหลอกให้ลุงเปิดบัญชีธนาคาร หรือ ที่เราเรียกกันว่า “บัญชีม้า” เพื่อนำไปใช้ในทางที่ผิด ส่งผลให้ลุงโดนจำคุก

อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ 19 ม.ค. 67 นายเฉลิมพงศ์ แสงดี สมาชิก สส.พรรคก้าวไกล และทีมผู้ช่วย พร้อมโก้โรจน์ หรือ นายรุ่งโรจน์ พงษ์มาก ว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาจังหวัด (สจ.) ลงพื้นที่กับหน่วยงานของภาครัฐ กองพัฒนาสังคมจังหวัดภูเก็ต และกองสวัสดิการสังคมและมนุษย์เทศบาลตำบลฉลองเพื่อเข้าช่วยเหลือ

แม้วันนี้หลายฝ่ายจะได้รับทราบข้อมูลและได้มาเข้าดูความเป็นอยู่ของลุงแล้ว “โก้โรจน์” ทีมงานของนายเฉลิงพงศ์ พร้อมให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนเรื่องอื่นๆ และวันอังคารที่ 23 ม.ค. 67 จะพาตาไก่ไปธนาคารเพื่อทำธุรกรรมใหม่อีกครั้งครับ

ขอบคุณ:เฉลิมพงศ์ แสงดี สมาชิกพรรคก้าวไกล จ.ภูเก็ต

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

- Advertisment -spot_img

ข่าวล่าสุด

อดีตคุณครูนราธิวาสตัดสินใจกลับบ้านเกิดเพื่อสานต่อกิจการผ้าบาติกวาดมือ

นางสาวซูวารียะ มะรีเป็น หรือ “กะรัส” อดีตคุณครูผู้ตัดสินใจกลับบ้านเกิดในจังหวัดนราธิวาสเพื่อสานต่อกิจการผ้าของครอบครัว คือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ Rasbutik เติบโตจากร้านค้าผ้าแบบดั้งเดิมสู่ธุรกิจบาติกวาดมือที่มีทิศทางชัดเจน ทั้งด้านเศรษฐกิจชุมชนและการสืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่นให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงได้จริง เดิมทีครอบครัวมีประสบการณ์ค้าขายผ้ามาเป็นเวลายาวนาน โดยเริ่มจากการจำหน่ายผ้าสำเร็จรูปและนำสินค้าไปขายตามตลาดนัด เมื่อคลุกคลีกับวงการผ้ามากขึ้นจึงค่อย ๆ เห็นเสน่ห์ของผ้าบาติก ทั้งลวดลายที่มีเอกลักษณ์และความสบายในการสวมใส่ แต่กะรัสมองว่า หากต้องการให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคงและสร้างคุณค่ากับพื้นที่ การเป็นเพียง “ผู้ขาย” อาจไม่เพียงพอ จึงเริ่มขยับบทบาทสู่การพัฒนาสินค้าและกระบวนการผลิตด้วยตนเองอย่างจริงจัง หัวใจของ Rasbutik คือการผลิต “บาติกวาดมือ” ที่อาศัยทักษะและความประณีตในทุกขั้นตอน...