Google search engine
หน้าแรกมูเตลู..รู้ไว้ ใช่ว่านักสะสมต้องระวัง อดีตบิ๊กกรมศิลป์ เตือนครองวัตถุโบราณอาจผิดกม.

นักสะสมต้องระวัง อดีตบิ๊กกรมศิลป์ เตือนครองวัตถุโบราณอาจผิดกม.

-

เมธาดล วิจักขณะ อดีตรองอธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า ย้อนกลับไปเมื่อปี 2500 ประเทศไทยมีการลักลอบขุดหาสมบัติและวัตถุโบราณกันอย่างมากมาย เนื่องจากเป็นสิ่งของมีค่าที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ ตามสถานที่โบราณสถาน วัด และสถานที่ต่างๆทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะเมืองเก่าสมัยอยุธยาที่มีซากปรักหักพังหลงเหลืออยู่ อย่างจ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งในขณะนั้นยังไม่มีกฎหมายออกมาเข้มงวดมากนัก

“ส่วนใหญ่วัตถุโบราณที่ชาวบ้านขุดพบมาได้ เป็นของโบราณที่ทรงคุณค่าหายาก  ซึ่งช่วงนั้นกรมศิลปกรเข้าไปดูแล สามารถรวบรวมเอาสิ่งของที่มีค่าทางประวัติศาสตร์มาได้แค่ 50 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น อย่างช้างทองคำ พระแสงดาบทองคำ ส่วนที่เหลือนอกจากนั้น ถูกชาวบ้านนำเอาไปขายตามร้านที่รับซื้อวัตถุโบราณ ,ร้านทอง, ร้านรับซื้อของเก่าบ้าง ที่น่าเสียดาย วัตถุโบราณเหล่านี้บางชิ้นเป็นทองคำ ก็ถูกนำไปเข้าเตาหลอม เพื่อให้วัตถุชิ้นนั้นย่อยสลาย แล้วเอาทองคำไปขายต่อ” นายเมธาดล กล่าวและว่า

เมธาดล วิจักขณะ อดีตรองอธิบดีกรมศิลปากร

โบราณวัตถุที่ทางกรมศิลป์เก็บมารักษาได้ ตอนนี้ส่วนหนึ่งอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ วัดสามพระยาบ้าง และตามสถานที่สำคัญต่างๆ เพื่อโชว์ให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ และนำไปโชว์ให้กับนักท่องเที่ยวได้ชมกัน เพราะงานศิลปวัตถุบางชิ้น ที่ช่างโบราณทำด้วยมือเหล่านี้ หาดูได้ยาก และเป็นสิ่งของมีค่าของเมืองไทยอย่างมาก บางชิ้นที่ชำรุด หรือหักพังตามโบราณสถานต่าง ๆได้มีการสร้างของเทียมขึ้นมาทดแทน  เพื่อประโยชน์ในการศึกษาทางประวัติศาสตร์ และที่ตื่นตัวขึ้นมาก คือทวงคืนทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์มาจากต่างประเทศที่หายไปจากเมืองไทยไปนาน กลับสู่แผ่นดินไทยอีกครั้ง ที่ปราสาทเขาพนมรุ้ง จ. บุรีรัมย์

ดังนั้น ย้อนดูวัตถุโบราณในยุคปัจจุบัน ที่ตกทอดกันมายาวนาน ทางกรมศิลป์ได้ทำการศึกษา ตามอายุ สถานที่ขุดพบทางประวัติศาสตร์ รวมทั้งพระพุทธรูปเก่าแก่ที่ขุดมาได้ตามแหล่งต่างๆ ถือว่าเป็นของมีค่าทางประวัติศาสตร์ ทางกรมศิลป์ได้มีการควบคุม หากใครเจอและพบเห็นที่ไหน ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ พร้อมให้ข้อมูลเข้ามา  เพื่อทำการทดสอบและขึ้นทะเบียนเก็บไว้ ถ้าหากเอาไปครอบครอง จะมีความผิดทางกฎหมาย ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งของต้องห้าม  อย่างพระพุทธรูปเก่าแก่ ในแต่ละยุคสมัย เป็นของมีค่าที่กรมศิลป์ต้องเข้ามาควบคุมดูแล

ทั้งนี้ กรมศิลป์จะทำการขึ้นทะเบียน ประกาศเป็นวัตถุโบราณวัตถุ เมื่อนั้นห้ามนำไปครอบครอง ซึ่งทางอธิบดีจะมีอำนาจขึ้นทะเบียนทุกชิ้น  เนื่องจากเป็นของมีค่า สมควรเป็นศิลป์แห่งชาติ และห้ามทำการค้า หากผู้ใดกระทำการค้า จะต้องผ่านการรับรอง จากอธิบดีก่อน พร้อมด้วยการแสดงรายละเอียดของวัตถุชิ้นนั้นๆ ตามระเบียบ  เพราะวัตถุโบราณที่ค้นพบ จากการฝัง หรือถูกทอดทิ้งมานานทั่วราชอาณาจักร ห้ามไม่ให้ใครอ้างเป็นเจ้าของ

ดร. พิเชษฐ ลิ้มสุวรรณ ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี พระจอมเกล้าธนบุรี กล่าวถึงเครื่องมือที่ใช้ตรวจสอบความแข็งแกร่ง และอายุของวัตถุโบราณนั้น ปัจจุบันมีอยู่ที่ศูนย์เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ซึ่งเป็นเครื่องมือตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ สามารถนำข้อมูลให้ทราบถึงอายุ และเป็นข้อมูลอ้างอิงทางประวัติศาสตร์ได้ ควบคู่ไปกับการใช้ความรู้ทางฟิสิกส์ตามหลักวิชาการ

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

- Advertisment -spot_img

ข่าวล่าสุด

คุณตาเมืองตรังขยายพันธุ์”ควายเผือก”สู่เชิงพาณิชย์ สร้างรายได้

ฟาร์มซาซา หมู่ที่ 7 ต.บางเป้า อ.กันตัง จ.ตรัง ของ "กะหนี ซาซา" อายุ 71 ปีใช้พื้นที่ว่างข้างบ้านเลี้ยงทั้งควายเผือกและควายดำรวม 15 ตัว โดยเป็นควายเผือก 8 ตัวและควายดำ 7 ตัว ซึ่งการเลี้ยงควายเผือกเริ่มจากความชอบส่วนตัวที่เห็นลักษณะของควายเผือกแล้วเกิดความรัก ความหลงใหลในรูปร่าง สีสันและความเชื่อง  จึงซื้อมาเลี้ยงครั้งแรกเมื่อปี 2560...