Google search engine
หน้าแรกข่าวล่าสุดหมดยุค “เถ้าแก่โรงสี” นวัตกรรมเครื่องสีข้าวลดต้นทุน-เพิ่มรายได้เกษตรกร

หมดยุค “เถ้าแก่โรงสี” นวัตกรรมเครื่องสีข้าวลดต้นทุน-เพิ่มรายได้เกษตรกร

-

สมัยก่อนใครที่มีโรงสีข้าวนับเป็น “เถ้าแก่” ที่นับหน้าถือตาในชุมชน หมู่บ้าน เพราะต้องใช้เงินลงทุนสูงจึงจะสามารถเปิดให้บริการได้ แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีได้พัฒนาไปมาก มีนวัตกรรมเครื่องสีข้าวขนาดย่อมออกสู่ตลาด ส่งผลให้โรงสีขนาดใหญ่เริ่มลดน้อยถอยลง

ส่วนหนึ่งเกิดจากนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้เกษตรกรมีเครื่องสีข้าวในชุมชน หรือเครื่องสีข้าวตนเอง เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการใช้บริการที่ต้องพึ่งพาโรงสีขนาดใหญ่

“จากเดิมชาวนาต้องส่งข้าวไปสีที่โรงสีในเมือง  ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเรื่องขนส่งและ ข้อจำกัดด้านการสี ปัจจุบันมีนักวิจัยทั้งหน่วยงานภาครัฐได้ร่วมมือกับเอกชนได้พัฒนาเครื่องสีข้าวขนาดเล็ก มีประสิทธิภาพสูงมาช่วยในการแปรรูป”

โดยที่ผ่านมาทางสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์ (สวทช.) ได้พัฒนาเครื่องสีข้าวขนาดเล็กสำหรับชุมชน โดยได้ถ่ายทอดให้ บริษัท ยูเรก้ารวมแมชชีนเนอรี่ จำกัด กลับไปผลิตเพื่อจำหน่ายให้กับสหกรณ์การเกษตรและวิสาหกิจชุมชนไว้ใช้สีข้าวสำหรับกินเองภายในครอบครัวหรือชุมชน หรือผลิตข้าวสารสำหรับจำหน่าย โดยไม่ต้องส่งโรงสี ซึ่งมีทั้งค่าใช้จ่ายในการขนส่งและค่าจ้างสี

เครื่องสีข้าวขนาดเล็กสำหรับชุมชน สวทช. ได้พัฒนา มีคุณสมบัติเด่นคือ สีข้าวได้ทั้งข้าวกล้องและข้าวขาว ลดการหักของเมล็ดข้าว  มีกำลังการผลิตข้าวกล้องได้ 150-200 กก.  หรือ  67-71% และข้าวขาว 55-60% ขึ้นอยู่กับคุณภาพข้าวเปลือก  ใช้งานง่าย และราคาประหยัด

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายหน่วยงานที่พยายามออกแบบและพัฒนาเครื่องสีขาวให้มีความทันสมัย โดยอาศัยเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาประยุกต์ใช้  เช่น ศูนย์เทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตรธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ได้พัฒนาเครื่องสีข้าว ภายใต้ชื่อนวัตกรรม  “เครื่องสีข้าวส่วนบุคคล”

จุดเด่นมีขนาดเล็กกะทัดรัด และมีประสิทธิภาพสามารถสีข้าวได้ทั้งข้าวสาร ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ซึ่งการทำงานสามารถสีข้าวเปลือกได้ 300 กรัมต่อครั้ง ข้าวขาว 180 กรัมต่อครั้ง และสามารถปรับแต่งข้าวได้ตามความต้องการ ซึ่งการทำงานแต่ละครั้งจะมีระบบการตัดไฟอัตโนมัติ

และเมื่อเร็ว ๆ นี้ นายขรรค์ชัย ตุลละสกุล ภาควิชาครุศาสตร์ไฟฟ้า ครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ได้นำงานวิจัยและแนะนำนวัตกรรม  รถสีข้าวไฟฟ้าออกสู่สาธารณชน   มีวัตถุประสงค์ เพื่อออกแบบและสร้างรถสีข้าวพลังงานไฟฟ้าสำหรับกลุ่มเกษตรกรชุมชนและหาประสิทธิภาพของรถสีข้าวพลังงานไฟฟ้าที่สร้างขึ้น รถยนต์ไฟฟ้าที่ออกแบบมีลักษณะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า 4 ล้อ แบบปลั๊ก-อิน ไฮบริด (Plug-in Hybrid Electric Vehicle : PHEV) โดยมีระบบน้ำมันและไฟฟ้าเหมือนยานยนต์ไฮบริด แต่เพิ่มการเสียบปลั๊กชาร์จไฟสำหรับชาร์จแบตเตอรี่รถและใช้เป็นฐานสำหรับติดตั้งเครื่องสีข้าวพลังไฟฟ้าขนาดเล็ก ตัวรถที่ออกแบบมีขนาดกว้าง 1.3 เมตร ยาว 3.5 เมตร และสูง 1.9 เมตร มีโครงผ้าใบสแตนเลส สำหรับกันแดดและกันฝนขณะปฏิบัติงาน มีจอภาพอยู่เหนือพวงมาลัยรถเพื่อแสดงโปรแกรมบันทึกข้อมูลการสีข้าวของเกษตรกร และระบุพิกัดสถานที่ ร่วมกับโปรแกรม Google Map

หลังจากการออกแบบและสร้าง ได้นำรถสีข้าวพลังงานไฟฟ้าไปทำการทดลองหาประสิทธิภาพของตัวรถและระบบสีข้าวพบว่า  เวลาประจุแบตเตอรี่จนเต็มไม่เกิน 9 ชั่วโมง เมื่อนำไปทดสอบสีข้าวกล้องและข้าวขาว ได้กำลังการผลิต 80-100 กิโลกรัมข้าวเปลือกต่อชั่วโมง แปรรูปได้ครั้งละไม่ต่ำกว่า 500 กิโลกรัมต่อครั้ง เมื่อเทียบปริมาณข้าวเต็มเมล็ดกับข้าวที่หัก เครื่องสีข้าวมีประสิทธิภาพของการสีข้าวกล้อง 70 %

โดยการทดลองนี้ได้ใช้ข้าวเปลือกเก่า ไม่ต่ำกว่า 6 เดือน ของหมู่บ้าน หูทำนบ ตำบลหูทำนบ อำเภอปะคำ จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นข้าวที่ใช้ทดสอบในการสี รถสีข้าวพลังงานไฟฟ้าที่ออกแบบ สามารถเคลื่อนที่นำไปใช้ในการสีข้าวนอกสถานที่ บริเวณจุดศูนย์รวมชุมชน หรือลานทุ่งนาของชาวนาเอง โดยไม่ต้องเดินทางมาสีข้าวที่โรงสี  เพื่อให้ชาวนามั่นใจได้ 100% ว่าข้าวที่ได้จากการสีข้าวเป็นข้าวที่มาจากนาของตนเอง

นอกจากนี้ยังมีเครื่องสีข้าวขนาดเล็กของเอกชน  รวมถึงนำเข้าจากต่างประเทศอีกหลากหลายยี่ห้อเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก   มีระดับราคาตั้งแต่ 15,000-50,000 บาท  ซึ่งถือเป็นทางเลือกให้เกษตรกรไทยได้เลือกใช้ให้ตรงกับต้องการตามกำลังการผลิตของแต่ละชุมชน

นวัตกรรมทั้งหมดล้วนมีประโยชน์ต่อเกษตรกร ที่จะทำให้ลดต้นทุนค่าใช้จ่ายและเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

- Advertisment -spot_img

ข่าวล่าสุด

มันสมองสองมือพลิกดินทรายแห้งแล้ง สร้างสวนทุเรียน เนื้อครีมมี่ เปลือกบาง เม็ดลีบ

ใครจะไปเชื่อว่าพื้นที่ดินทรายอันแห้งแล้งในภาคอีสานจะสามารถเนรมิตให้กลายเป็นสวนทุเรียนเกรดพรีเมียมได้สำเร็จ แต่นางนงนุช ศุภคุณากร อายุ 53 ปี เกษตรกรเจ้าของ "ฟาร์มทุเรียนคุณปู่" ตั้งอยู่ที่บ้านหนองไม้ตาย ตำบลมะเกลือเก่า อำเภอสูงเนิน จังหวัดนนครราชสีมา ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วด้วยผลสำเร็จในการพลิกฟื้นผืนดินทรายกว่า 50 ไร่ ให้กลายเป็นแหล่งปลูกทุเรียนคุณภาพเยี่ยมเกือบ 500 ต้น ซึ่งในฤดูกาลนี้พร้อมเปิดสวนต้อนรับนักท่องเที่ยวและคอทุเรียนให้ได้มาลิ้มลองรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ในช่วงกลางเดือนกรกฎาคมที่จะถึงนี้ นางนงนุช เปิดเผยถึงจุดเริ่มต้นของฟาร์มทุเรียนคุณปู่ว่า ย้อนกลับไปเมื่อ 7 ปีที่แล้ว ผืนดินตรงนี้เดิมทีคุณปู่เคยใช้ปลูกต้นสักมาก่อนแต่ไม่ประสบความสำเร็จเนื่องจากต้นสักยืนต้นตายทั้งหมด...