Google search engine
หน้าแรกข่าวล่าสุดถ่ายทอดเทคโนโลยีผลิตเห็ดแบบ Low Carbon สร้างรายได้หลักแสนบาทต่อปี

ถ่ายทอดเทคโนโลยีผลิตเห็ดแบบ Low Carbon สร้างรายได้หลักแสนบาทต่อปี

-

นายรพีภัทร์  จันทรศรีวงศ์  อธิบดีกรมวิชาการเกษตร  เปิดเผยว่า  การเพาะเห็ดเป็นการนำวัสดุที่เหลือใช้ในพื้นที่มาใช้ประโยชน์และสร้างรายได้แก่เกษตรกรในพื้นที่ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่ (สวพ.1) กรมวิชาการเกษตร จึงได้ศึกษาวิจัยการเพาะเห็ดโดยนำเทคโนโลยีของกรมวิชาการเกษตรเกี่ยวข้องกับการผลิตเห็ดมาทดสอบเพื่อหาวิธีการที่เหมาะสมในการผลิตเห็ดชนิดต่าง ๆ มาพัฒนาให้เหมาะสมกับพื้นที่ภายในศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยใช้แนวคิดลดการปลดปล่อยคาร์บอนสู่บรรยากาศ และลดขยะให้เป็นศูนย์ พร้อมกับได้จัดทำโรงเรือนต้นแบบการเพาะเห็ดเศรษฐกิจ ขนาดกว้าง 4 เมตร ยาว 6 เมตร สูง 2.5 เมตร ขึ้นภายในศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ เพื่อใช้สาธิตและเพาะเห็ดเศรษฐกิจที่สามารถเจริญเติบโตให้ผลผลิตเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของพื้นที่โครงการ  8 ชนิด ได้แก่ เห็ดหอม เห็ดนางรมฮังการี เห็ดนางฟ้าภูฏาน เห็ดเป๋าฮื้อ เห็ดขอนขาว เห็ดหูหนู เห็ดหลินจือ  และเห็ดหัวลิง โดยมีแผนการผลิตเห็ดตลอดทั้งปีในโรงเรือนต้นแบบตามช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการเจริญเติบโตและให้ผลผลิตของเห็ดแต่ละชนิด

รพีภัทร์  จันทรศรีวงศ์  อธิบดีกรมวิชาการเกษตร

จากการศึกษาเทคโนโลยีการผลิตเห็ดที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ พบว่าการผลิตเห็ดให้ได้ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพต้องการปัจจัยต่าง ๆ ที่สนับสนุนการเจริญเติบโต ได้แก่ อุณหภูมิในช่วงการเจริญเติบโตของเส้นใย คือ 25-30 องศาฯ ความชื้นในถุงอาหารเพาะ 55-60 เปอร์เซ็นต์ ในช่วงเปิดดอกต้องการ ความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ ประมาณ 70-90 เปอร์เซ็นต์ โรงเรือนเพาะเห็ดควรมีอากาศถ่ายเทได้ดี ช่วงเปิดดอกต้องการแสงเล็กน้อย วัสดุเพาะควรมีสารอาหารพอเพียงตามที่เห็ดแต่ละชนิดต้องการ และมีสภาพเป็นกรดอ่อนจนถึงระดับกลาง  การใช้วัสดุเพาะจากขี้เลื่อยไม้จามจุรีอัตรา 50 เปอร์เซ็นต์ ผสมกับขี้เลื่อยไม้ยางพารา อัตรา 50 เปอร์เซ็นต์ ในการเพาะเลี้ยงเห็ดหอม นอกจากจะได้ผลผลิตดีแล้วยังสามารถลดต้นทุนได้อีกด้วย เมื่อได้นำเทคโนโลยีจากกรมวิชาการเกษตรไปใช้ในการผลิตเห็ด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ขี้เลื่อยไม้ท้องถิ่น สามารถลดต้นทุนในการผลิตเห็ดนางฟ้าภูฏาน เห็ดนางรม เห็ดหลินจือ ได้ 4,600 บาท/โรงเรือน และลดต้นทุนการผลิตเห็ดหอมลงได้ 3,500 บาท/โรงเรือน

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร  กล่าวว่า  นอกจากนี้ สวพ.1 ยังได้ทำงานทดสอบร่วมกับเกษตรกรในการลดขนาดก้อนวัสดุเพาะเห็ดจากเดิมที่เกษตรกรใช้มีน้ำหนักประมาณ 1 กิโลกรัม ซึ่งขนาดค่อนข้างใหญ่ โดยปรับเปลี่ยนมาใช้ก้อนเห็ดขนาดที่เล็กลงจากเดิมประมาณ 100-200 กรัม  ซึ่งนอกจากจะให้ผลผลิตไม่ต่างจากการใช้ขนาดก้อนปกติแล้ว ยังช่วยลดความเสียหายจากการปนเปื้อนเชื้อโรคที่มักเข้าทำลายระหว่างการเจริญของเส้นใยในช่วงบ่มเชื้อเห็ดด้วย  ซึ่งจากความรู้ที่เกษตรกรได้รับทำให้มีการบริหารจัดการหมุนเวียนทรัพยากรภายในฟาร์มอย่างรู้คุณค่า ทรัพยากรทั้งหลายภายในแปลงสามารถหมุนเวียนเป็นประโยชน์กับกิจกรรมอื่น ๆ เช่น เศษกิ่งไม้ที่ได้จากการตัดแต่งกิ่งต้นไม้ผลถูกรวบรวมและนำมาใช้ประโยชน์เป็นฟืนชั้นดีสำหรับการผลิตเห็ดหอมและเห็ดเศรษฐกิจอื่น ๆ ก้อนเชื้อเห็ดที่เก็บผลผลิตแล้ว เกษตรกรนำมาใช้ในการปรับปรุงดินในสวนส่งผลให้ต้นไม้ที่ปลูกไว้ นอกจากจะได้รับธาตุอาหารที่เหลืออยู่ในก้อนเห็ดเก่าแล้ว ขี้เลื่อยก้อนเห็ดเก่ายังช่วยปรับปรุงโครงสร้างดิน ทำให้สภาพดินร่วนซุย เกิดเป็นวงจรของการเกื้อกูลกันของกิจกรรมต่าง ๆ ภายในฟาร์ม ทำให้ระบบของฟาร์มเกษตรกรมีขยะเป็นศูนย์  ช่วยลดรายจ่ายและปรับเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

สำหรับฤดูกาลที่เหมาะสมต่อการเพาะเห็ดแต่ละชนิด ได้แก่ เห็ดหอม จะเพาะได้ดีในช่วงเดือนตุลาคม-กุมภาพันธ์ ที่มีอุณหภูมิ 20-28 องศาเซลเซียส เห็ดนางรมฮังการี เห็ดนางฟ้าภูฏาน เห็ดเป๋าฮื้อและเห็ดหูหนู เพาะได้ดีในเดือนพฤษภาคม-กันยายน อุณหภูมิ 20-32 องศาเซลเซียส เห็ดขอนขาว เพาะได้ดีในช่วงอากาศร้อน ในเดือนมีนาคม-ตุลาคม อุณหภูมิ 30-37 องศาเซลเซียส เห็ดหลินจือ เพาะได้ดีในเดือนพฤษภาคม-กันยายน อุณหภูมิ 26-28 องศาเซลเซียส ส่วนเห็ดหัวลิง เพาะได้ดีในเดือนกรกฎาคม-พฤศจิกายน อุณหภูมิ 15-28 องศาเซลเซียส  โดยเห็ดที่เพาะแล้วให้รายได้สุทธิมากที่สุด คือ เห็ดนางฟ้าภูฏาน ซึ่งเพาะแล้วได้รายได้สุทธิ 15,000-43,000 บาทต่อรุ่นต่อโรงเรือน สูงกว่าการเพาะเห็ดชนิดอื่น ๆ

“เพื่อเป็นการขับเคลื่อนเทคโนโลยีการผลิตเห็ดของกรมวิชาการเกษตรไปสู่การใช้ประโยชน์ของเกษตรกรและผู้สนใจในการลดต้นทุน และเพิ่มผลผลิต สวพ.1 ได้ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเพาะเห็ดให้แก่เกษตรกรที่อยู่บริเวณรอบศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันฯ ซึ่งเกษตรกรที่เข้ารับการอบรมและได้รับคำแนะนำด้านการเพาะเห็ดแล้วนำกลับไปประกอบเป็นอาชีพจนประสบความสำเร็จ สร้างรายได้ 165,000-609,000 บาท /ปี และยังสามารถถ่ายทอดความรู้ให้แก่ผู้อื่นและเป็นสถานที่ศึกษาดูงานให้แก่ผู้ที่สนใจทั่วไปด้วย” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร  กล่าว

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

- Advertisment -spot_img

ข่าวล่าสุด

จากอดีตข้าราชการป่าไม้ โค่นสวนยาง 40 ไร่ ปลูกทุเรียนกว่า 1,200 ต้น ริมเทือกเขาบรรทัด

จากอดีตข้าราชการป่าไม้ "นายสนิท องศารา" หรือ "ลุงหนิด" วัย 65 ปี ตัดสินใจโค่นสวนยางพารากว่า 40 ไร่สู่เจ้าของสวนทุเรียนขนาดใหญ่ในพื้นที่ ต.ช่อง อ.นาโยง จ.ตรัง "ลุงหนิด" วัย 65 ปี บอกว่า  หลังเกษียณอายุราชการ ตัดสินใจโค่นสวนยางพารากว่า 40 ไร่เพื่อปลูกทุเรียน 4 สายพันธุ์...