กรมศุลกากรชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีขยะอิเล็กทรอนิกส์ในจังหวัดระยองและปราจีนบุรี พร้อมเผยผลจับกุมของเสียอันตรายและขยะอิเล็กทรอนิกส์ ปีงบประมาณ 2569 รวม 10.29 ล้านกิโลกรัม ส่งกลับประเทศต้นทางแล้ว 5.29 ล้านกิโลกรัม เดินหน้ายกระดับการตรวจสอบด้วยการเปิดตรวจทางกายภาพตู้สินค้าที่สำแดงเป็นเศษโลหะและสินค้ากลุ่มเสี่ยงทุกตู้ ควบคู่กับการเสนอห้ามนำเข้าเศษโลหะและเศษยาง เพื่อป้องกันประเทศไทยเป็นแหล่งรองรับของเสียจากต่างประเทศ
นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า ตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีข้อสั่งการให้กรมศุลกากรปราบปรามการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างเด็ดขาด และตรวจเรือและตู้สินค้าอย่างเข้มงวด หลังพบขยะพิษและโรงงานแปรรูปผิดกฎหมายในจังหวัดระยองและปราจีนบุรี กรมศุลกากรจึงได้ดำเนินการตรวจสอบและขยายผลกรณีดังกล่าว พร้อมยกระดับมาตรการสกัดกั้นและเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาในระยะยาว
สำหรับกรณีจังหวัดระยอง ตู้คอนเทนเนอร์ 2 ตู้ที่ปรากฏในภาพข่าวเป็นส่วนหนึ่งของสินค้าจำนวน 5 ตู้จากประเทศสเปน ซึ่งสำแดงเป็นเศษโลหะและออกจากท่าเรือแหลมฉบังแล้ว โดยขณะนี้ยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าเป็นของเสียตามอนุสัญญาบาเซลฯ หรือไม่ ทั้งนี้ กรมศุลกากรได้ขยายผลและอายัดสินค้าของผู้นำเข้ารายเดียวกันเพิ่มเติมอีก 9 ตู้ น้ำหนักกว่า 223 ตัน เพื่อตรวจสอบต่อไป
กรณีจังหวัดปราจีนบุรี พบความเชื่อมโยงกับสินค้านำเข้าจำนวน 8 ตู้จากสหรัฐอเมริกา และจากการขยายผลพบใบขนสินค้าเพิ่มเติมอีก 5 ฉบับ จึงอายัดสินค้าที่เกี่ยวข้องอีก 5 ตู้ น้ำหนักเกือบ 100 ตัน เพื่อตรวจสอบและพิจารณาดำเนินคดี
สำหรับตู้สินค้าที่เครือข่าย Basel Action Network (BAN) แจ้งข้อมูลจำนวน 748 ตู้ เมื่อตัดข้อมูลซ้ำแล้วเหลือ 720 ตู้ ผลการตรวจสอบพบว่า ไม่ได้เข้าประเทศไทย 440 ตู้ ตรวจแล้วไม่เป็นของเสียอันตรายตามอนุสัญญาบาเซลฯ 187 ตู้ และพบความผิด 89 ตู้ ซึ่งส่งกลับแล้ว 75 ตู้ และอยู่ระหว่างดำเนินคดี 14 ตู้ ขณะที่อีก 4 ตู้อยู่ระหว่างอายัดตรวจสอบ รวมตู้สินค้าที่ยังคงควบคุมไว้ ณ ท่าเรือแหลมฉบัง จำนวน 18 ตู้
อธิบดีกรมศุลกากรกล่าวว่า กรมศุลกากรได้มีมาตรการเร่งด่วน โดยยกระดับการตรวจสอบตู้สินค้าที่สำแดงเป็นเศษโลหะและสินค้ากลุ่มเสี่ยงที่ต้องผ่านการเปิดตรวจทางกายภาพ (Physical Examination) ทุกตู้ โดยนำสินค้าออกจากตู้เพื่อตรวจสอบ และไม่ใช้ภาพเอกซเรย์เป็นเหตุในการตรวจปล่อยเพียงอย่างเดียว หากพบการกระทำความผิดจะดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง พร้อมผลักดันส่งกลับประเทศต้นทางโดยผู้นำเข้าเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย ควบคู่กับการตรวจสอบย้อนหลังผู้นำเข้ากลุ่มเสี่ยง
ในส่วนของมาตรการระยะยาว กรมศุลกากรได้พิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เศษโลหะ และเศษยาง เป็นสินค้าต้องห้ามนำเข้า ในแนวทางเดียวกับเศษพลาสติก ซึ่งข้อเสนอดังกล่าวกำหนดระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน 6–12 เดือน เพื่อลดผลกระทบต่อโรงงานหลอมและแปรรูปโลหะในประเทศที่ยังต้องใช้วัตถุดิบนำเข้า
โดยในช่วงเปลี่ยนผ่านจะกำหนดให้เป็นสินค้าที่ต้องขออนุญาตนำเข้า อนุญาตเฉพาะโรงงานที่นำมาใช้เป็นวัตถุดิบของตนเอง ไม่อนุญาตผู้ค้าที่ไม่มีโรงงาน และอนุญาตเฉพาะกรณีวัตถุดิบในประเทศไม่เพียงพอ โดยปริมาณนำเข้าต้องไม่เกินกำลังการผลิตจริง พร้อมกำหนดให้มีใบรับรองการตรวจสอบก่อนส่งออก (Pre-shipment Inspection) ทุกครั้ง
หากพบขยะพิษปะปน ผู้นำเข้าต้องส่งกลับโดยรับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้วยตนเอง นอกจากนี้ ยังเสนอให้จัดตั้งกลไกแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกรมศุลกากร กรมการค้าต่างประเทศ กรมควบคุมมลพิษ และกรมโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อกำกับ
การอนุญาตในช่วงเปลี่ยนผ่าน และเฝ้าระวังการเปลี่ยนไปสำแดงพิกัดอื่น
อธิบดีกรมศุลกากรกล่าวเพิ่มเติมว่า ในปีงบประมาณ 2569 กรมศุลกากรจับกุมของเสียอันตรายและขยะอิเล็กทรอนิกส์รวม 10.29 ล้านกิโลกรัม และผลักดันส่งกลับประเทศต้นทางแล้ว 5.29 ล้านกิโลกรัม โดยขยะอิเล็กทรอนิกส์เป็นของต้องห้ามนำเข้าตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ พ.ศ. 2563
ขณะที่เศษพลาสติกห้ามนำเข้าตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 แต่เศษโลหะยังสามารถนำเข้าได้ทั่วไป ผู้กระทำผิดจึงอาศัยการสำแดงสินค้าเป็นเศษโลหะเป็นช่องทางในการลักลอบนำเข้าระหว่างเดือนมกราคม–กันยายน 2569 มีการนำเข้าเศษเหล็ก เศษอะลูมิเนียม และเศษทองแดง รวม 2.76 ล้านตัน หรือประมาณ 14,600 ตู้ต่อเดือน อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบเศษโลหะมีข้อจำกัดจากความหนาแน่นของกองสินค้า ซึ่งทำให้ภาพเอกซเรย์ไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์
รวมถึงการเปิดตรวจที่จำเป็นต้องใช้เครื่องจักรหนัก ซึ่งที่ผ่านมากรมศุลกากรได้ใช้ข้อมูลการนำเข้า ประวัติผู้ประกอบการ และข้อมูลการข่าว ประกอบการคัดเลือกตู้สินค้าที่มีความเสี่ยงเพื่อตรวจสอบอย่างเข้มงวด ตามหลักบริหารความเสี่ยงขององค์การศุลกากรโลก (WCO) เนื่องจากการเปิดตรวจทุกตู้ในปริมาณเกือบ 500 ตู้ต่อวันจะส่งผลให้การตรวจปล่อยล่าช้า และเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายแก่ผู้ประกอบการที่นำเข้าโดยชอบ
อย่างไรก็ดี เมื่อผู้กระทำผิดปรับเปลี่ยนพฤติการณ์การกระทำความผิดโดยซุกซ่อน กรมศุลกากรจึงยกระดับเป็นการเปิดตรวจทางกายภาพทุกตู้สำหรับสินค้ากลุ่มนี้ ซึ่งยังคงเป็นไปตามหลักขององค์การศุลกากรโลก (WCO) ที่ให้ตรวจเข้มสินค้าที่มีความเสี่ยงสูง
กรมศุลกากรจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง เพื่อมิให้ประเทศไทยเป็นแหล่งรองรับของเสียจากต่างประเทศ และปกป้องสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อมของประเทศอย่างยั่งยืน
