หน้าแรก ข่าวล่าสุด ก.ศาสนา ชี้ผลวิจัยคุณธรรมคนไทยปี 69 พบเด็กอายุ 13ปี มีคุณธรรมสูง เร่งขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ

ก.ศาสนา ชี้ผลวิจัยคุณธรรมคนไทยปี 69 พบเด็กอายุ 13ปี มีคุณธรรมสูง เร่งขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ

กรมการศาสนา ในฐานะสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ เผยผลการประเมินตัวชี้วัด “จำนวนประชากรอายุ 13 ปีขึ้นไป มีกิจกรรมการปฏิบัติตนที่สะท้อนการมีคุณธรรมจริยธรรม” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ซึ่งดำเนินการร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อศึกษาสถานการณ์พฤติกรรมคุณธรรมของประชาชนไทยอย่างต่อเนื่อง และนำข้อมูลเชิงประจักษ์มาใช้ประกอบการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2566–2570) รวมถึงเป็นฐานข้อมูลสำหรับการพัฒนานโยบายและแนวทางการส่งเสริมคุณธรรมในระยะต่อไป

นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา เปิดเผยว่า ในปี 2569 ผลการประเมินพบว่า ประชาชนอายุ 13 ปีขึ้นไปมีพฤติกรรมหรือกิจกรรมการปฏิบัติตนที่สะท้อนการมีคุณธรรมจริยธรรมในภาพรวม 6 ด้าน ได้แก่ การช่วยเหลือผู้อื่น การตอบแทนผู้มีพระคุณ การให้อภัย ความพอเพียง ความมีวินัย และความซื่อสัตย์สุจริต อยู่ที่ร้อยละ 91.37 เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 91.29 คิดเป็นร้อยละ 0.09 สะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยยังคงมีระดับพฤติกรรมคุณธรรมอยู่ในเกณฑ์สูงขึ้น ควบคู่ไปกับเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา

การประเมินดังกล่าวดำเนินการภายใต้กรอบแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นที่ 10 การปรับเปลี่ยนค่านิยมและวัฒนธรรม และแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 2 ซึ่งกำหนดตัวชี้วัดให้ประชากรอายุ 13 ปีขึ้นไป มีกิจกรรมการปฏิบัติตนที่สะท้อนการมีคุณธรรมจริยธรรมเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 ต่อปี เมื่อเทียบกับข้อมูลปีฐาน พ.ศ. 2565 โดยการศึกษาครอบคลุมคุณธรรมจริยธรรม 6 ด้าน ได้แก่ การช่วยเหลือผู้อื่น การตอบแทนผู้มีพระคุณ การให้อภัย ความพอเพียง ความมีวินัย และความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งเป็นการประเมินพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของคนไทย

สำหรับการสำรวจในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 มีกลุ่มตัวอย่างประชากรอายุ 13 ปีขึ้นไป จำนวน 18,871 คน ครอบคลุม 76 จังหวัดใน 4 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ รวมทั้งกรุงเทพมหานคร โดยครอบคลุมกลุ่มประชากรหลากหลายช่วงวัย ระดับการศึกษา และอาชีพ เพื่อให้ข้อมูลสะท้อนพฤติกรรมคุณธรรมของประชาชนในระดับประเทศ โดยผลการสำรวจพบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ การตอบแทนผู้มีพระคุณ ร้อยละ 92.80 รองลงมา ได้แก่ ความซื่อสัตย์สุจริต ร้อยละ 92.60 ความมีวินัย ร้อยละ 92.45 การให้อภัย ร้อยละ 90.20 การช่วยเหลือผู้อื่น ร้อยละ 90.20 และความพอเพียง ร้อยละ 90.00 ตามลำดับ

อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวต่อว่า ข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ปีฐาน พ.ศ. 2565 พบว่า พฤติกรรมการปฏิบัติตนที่สะท้อนคุณธรรมของคนไทยในภาพรวมอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2565 อยู่ที่ร้อยละ 90.18 ปี 2566 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 91.07 และปี 2567 เพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นร้อยละ 92.06 ก่อนปรับลดลงเล็กน้อยในปี 2568 มาอยู่ที่ร้อยละ 91.29 และในปี 2569 เป็นร้อยละ 91.37 ผลสำรวจยังสะท้อนให้เห็นความแตกต่างของพฤติกรรมตามบริบทพื้นที่ โดยประชากรที่พักอาศัยนอกเขตเทศบาลหรือในภูมิภาค ส่วนใหญ่มีค่าเฉลี่ยพฤติกรรมคุณธรรมในภาพรวมสูงกว่าประชากรในเขตเทศบาลขนาดใหญ่หรือกรุงเทพมหานคร

นอกจากนี้ ความแตกต่างระหว่างช่วงวัยก็มีอิทธิพลต่อรูปแบบการทำความดี โดยกลุ่มผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ (41 ปีขึ้นไป) มักมีคะแนนเฉลี่ยสูงที่สุดในภาพรวมและการถ่ายทอดคุณค่าผ่านหลักศาสนาและการเป็นต้นแบบ ขณะที่กลุ่มวัยทำงาน (อายุ 25 – 40 ปี) แสดงให้เห็นถึงความตระหนักรู้และการปฏิบัติตนด้านความสุจริตและความรับผิดชอบต่อหน้าที่การทำงาน และกลุ่มเยาวชน (อายุ 13 – 24 ปี) แม้จะมีสัดส่วนคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่ากลุ่มอื่นแต่มีแนวโน้มพัฒนาการที่ดีขึ้นในแต่ละปี อย่างไรก็ตาม ในปี 2570 ยังคงต้องขับเคลื่อนให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ในแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ

จากผลการศึกษาดังกล่าว นำไปสู่การวางทิศทางขับเคลื่อนคุณธรรมร่วมกันของทุกภาคส่วน โดยไม่ได้ส่งเสริมเฉพาะการเรียนรู้เชิงทฤษฎี แต่มุ่งเน้นการลงมือปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวัน ผ่านการผสานพลังความร่วมมือระหว่างครอบครัว ชุมชน สถานศึกษา องค์กรเอกชน และภาครัฐ พร้อมดึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ บุคคลต้นแบบ อินฟลูเอนเซอร์ ระบบพี่เลี้ยง และสื่อดิจิทัล เข้ามาช่วยเติมเต็มทักษะทางอารมณ์และสังคม เพื่อให้คุณธรรมกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวที่เข้าถึงคนทุกช่วงวัย

นอกจากนี้ ทุกภาคส่วนยังเตรียมพร้อมผลักดัน 4 แนวทางสำคัญที่ได้จากการลงพื้นที่ติดตามผลของกลไกอนุกรรมการส่งเสริมคุณธรรม ใน 4 ภูมิภาค เพื่อให้การทำความดีเกิดขึ้นได้จริงและยั่งยืน ได้แก่ 1. ปักหมุด “วันคุณธรรม/สัปดาห์คุณธรรม” รณรงค์ปลุกกระแสการทำความดีพร้อมกันทั่วประเทศ 2. ยกระดับการส่งเสริมคุณธรรมให้เป็น “วาระแห่งชาติ” ผนึกกำลังทุกหน่วยงานไปในทิศทางเดียวกันอย่างจริงจัง 3. สร้าง “ระบบเครดิตคุณธรรม” เพื่อเป็นกลไกจูงใจและให้รางวัลคนทำดีที่ตอบโจทย์คนในชุมชน และองค์กร เช่น การมอบสิทธิประโยชน์ โอกาสเข้าทำงานหรือศึกษาต่อ หรือการสนับสนุนงบประมาณเพื่อให้คนดีมีกำลังใจทำดีต่อไป 4. จัดตั้งกองทุนส่งเสริมคุณธรรม เพื่อเป็นกองทุนและกลไกหลักในการสนับสนุนกิจกรรมทำความดีอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ผลการประเมินพฤติกรรมคุณธรรมของประชาชนไทยตลอดช่วงปี พ.ศ. 2566–2569 นับเป็นฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ที่สะท้อนทั้งจุดแข็ง ความท้าทาย และทิศทางการพัฒนาคุณธรรมของสังคมไทย โดยเฉพาะการรักษาระดับพฤติกรรมคุณธรรมให้อยู่เหนือร้อยละ 90 การส่งเสริมคุณธรรมที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละช่วงวัย และการสร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วนให้เกิดเป็น “สังคมคุณธรรม” ที่เอื้อต่อการเรียนรู้และการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง อันจะนำไปสู่การพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของประชาชนให้เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและเป็นฐานสำคัญต่อการพัฒนาสังคมไทยอย่างยั่งยืน

Exit mobile version