เมื่อเร็วๆนี้ ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลปะเจ้าฟ้า ได้มีโครงการจัดนิทรรศการเชิดชูเกียรติศิลปินอาวุโส ประจำปี 2569 โดยมีผลงาน “ช่วง มูลพินิจ” ศิลปินแห่งชาติ ที่มีผลงานด้านศิลปะมาอย่างต่อเนื่อง และเป็นศิลปินผู้รักงานศิลปะอย่างแก่นแท้
แม้ว่า กาลเวลาผ่านไป แต่ด้วยจิตวิญญาณและอารมณ์ในการรังสรรค์ผลงานถ่ายทอดสู่ปลายพูกันออกมา จนกลายเป็นศิลปินอาวุโสผู้ทรงคุณแห่งแผ่นดินสยามอีกคนหนึ่ง ภายในงานได้รับเกียรติ จาก “นายชวน หลีกภัย” อดีตนายกรัฐมนตรี ฐาปนันดรศิลปิน มาร่วมเป็นพิธีฯ พร้อมด้วยศิลปินอีกมากมาย
ผลงาน “อาจารย์ช่วง” ที่นำมาจัดนิทรรศการฯ ได้นำมาตั้งแต่สมัยช่วงแรกของการทำงานจนถึงยุคปัจจุบัน ผ่านกาลเวลามาหลายยุค หลายสมัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผลงานการออกแบบ อย่างการเขียนภาพลายเส้นประกอบหนังสือ ทั้งเขียนภาพปก และภาพประกอบเนื้อหาภายในให้กับนิตยสารต่างๆยุคนั้น จนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของศิลปิน
แต่ที่เป็นภาพติดตาและอยู่ในหัวใจคนวงการภาพยนตร์ไทย นั่นคือการออกแบบโปสเตอร์หนัง เรื่องแผลเก่า ยุคคุณอาเชิด ทรงศรี ในช่วงสมัยนั้น มีพระเอกดังอย่างสรพงษ์ ชาตรีและนันทนา เงากระจ่าง รวมทั้ง หนังเรื่องแสนแสบ หนังไทยเรื่องไกรทอง ในปี 2520 ออกแบบโปสเตอร์ “หนังเลือดสุพรรณ”
ต้องยอมรับว่า โปสเตอร์ “แผลเก่า” สมัยปี 2520 ผลงานของอาจารย์ช่วง ค่อนข้างที่มีความโดดเด่นและเป็นที่จดจำมากสุดอีกชิ้นหนึ่ง ที่สะท้อนอัตลักษณ์ความเป็นไทยอย่างลึกซึ้ง ภายใต้คำระดับตำนาน “เราจักสำแดงความเป็นไทยต่อโลก”
ด้วยผลงานของศิลปิน ออกแบบลายเส้นวิจิตรศิลป์แบบไทยร่วมสมัย ดูเรียบง่ายและลึกซึ้ง มีพลังในความเป็นคนไทย สะท้อนให้เห็นท้องถิ่นไทย เน้นลายเส้นถึงความอ่อนช้อยและสื่อถึงความรักอันบริสุทธิ์และโศกนาฎกรรมในทุ่งบางกะปิ อย่างการเขียนภาพคู่รักในตำนาน นั่งคู่ขี่ควายในลำน้ำผ่านสายบัว ด้านข้างมีป่าละเมาะ สมัยที่ชานเมืองกรุงเทพฯความเจริญยังมาไม่ถึง ภาพนี้สื่อให้เห็นเหมือนภาพบรรยากาศจริงหนุ่มลูกทุ่งที่แสนโรแมนติก
โดยใช้ภาพเขียนลายเส้น ที่ไม่มีอะไรซับซ้อน แต่มีความอ่อนช้อยของภาพใบไม้ ใช้เล่นสีน้ำตาลแบบเก่าๆดูมีมนต์ขลัง ยิ่งในตัวอักษรไทย “เขียนแผลเก่า”นั้น เน้นลวดลายไทยสอดแทรกลงไป ดูตัวอักษรที่มีมนต์เสน่ห์ผ่านลายมือยุคนั้น ที่ดูสวยงามมาก อ่อนไหวในความเป็นไทยแท้
ความหลากหลายผลงานศิลปะ “อาจารย์ช่วง” มีหลากหลากอารมรณ์ ที่สะท้อนถึงธรรมชาติ พุทธศาสนาและสะท้อนสังคม ผ่านการเล่าเรื่องในภาพวาดที่ประจักษ์ออกมาเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว นอกเหนือ จากการเขียนลายเส้นแล้ว ยังมีความสามารถด้านสร้างสรรค์ผลงานประติมากรรม
ดังเห็นได้จาก การออกแบบพระพุทธรูปลีลา “พระพุทธอภัยมงคลสมังคี” รวมทั้งงานออกแบบและช่วยควบคุมการตกแต่งพระมหาเจดีย์ “วัดธรรมมงคล” ผลงานประติมากรรมโลหะผสม “สิงโตคู่” เคยติดตั้งบริเวณ ธนาคารกสิกรไทย สำนักงานใหญ่ และอื่นๆอีกมากมาย
ปานวาด มูลพินิจ ทายาทของอาจารย์ช่วง ได้เขียนลงในสารตอนหนึ่งบอกว่า ลายเส้นที่โดดเด่นของคุณพ่อในวัย 86 ปี ไม่ได้เกิดจากความพยามประดิษฐ์ให้แตกต่าง แต่เกิดจากทดลองสร้างงานหลายแบบ จากแรงบันดาลใจหลายทาง ทั้งศิลปะตะวันตก ศิลปะไทย และลวดลายเส้นจากธรรมชาติด้วยความจริงใจต่อตนเอง
หากทำแล้วรู้สึกติดขัด แม้ผลงานจะสวยงามท่านจะเลือกที่จะทิ้งไป เป็นการตัดทอนอิทธิพลภายนอก ความคาดหวังสังคม และแม้กระทั่งการเลียนแบบจากงานอื่นที่น่าประทับใจออกไปทั้งหมดอัตลักษณ์ลายเส้นที่สวยงามโดดเด่น จึงเกิดความหลอมรวมแรงบันดาลใจทั้งหลายไว้ด้วยกันตามธรรมชาติของตัวเอง กลายเป็นแรงผลักดันให้สร้างสรรค์ผลงานออกมาได้อย่างลื่นไหลต่อเนื่องยาวนาน
บทสะท้อนผลงาน “อาจารย์ช่วง” ผ่านลายเส้นที่อ่อนช้อย การใช้สีที่ละเอียด ที่มีความลุ่มลึก มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว น่าเป็นแบบอย่างคนรุ่นใหม่ รักงานศิลปะ นำไปเป็นเมล็ดพันธุ์ให้ชนรุ่นหลัง ได้ศึกษาและดูแลช่วยกันรักษาสืบไป
#ศิลปินแห่งชาติ
#ช่วงมูลพินิจ
#นิทรรศการเชิดชูเกียรติศิลปินอาวุโส
#ศิลปินอาวุโส
