หน้าแรก ข่าวล่าสุด กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เดินหน้าขับเคลื่อนระบบ ตรวจสอบความเสี่ยง ยกระดับสหกรณ์ไทย

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เดินหน้าขับเคลื่อนระบบ ตรวจสอบความเสี่ยง ยกระดับสหกรณ์ไทย

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินหน้ายกระดับมาตรฐานความเชื่อมั่นด้านการเงินและบัญชีของสหกรณ์ไทยอย่างต่อเนื่อง หลังเปิดตัวระบบ Co-op Financial ไปเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา เผยกระแสตอบรับจากบุคลากรผู้สอบบัญชีดีเยี่ยม พร้อมเตรียมจัดกิจกรรมโรดโชว์ (Roadshow) ปูพรมเจาะกลุ่มชุมนุมสหกรณ์ทั้ง 7 ประเภททั่วประเทศ เพื่อเร่งสร้างการรับรู้และดึงสมาชิกสหกรณ์กว่า 11 ล้านคน เข้าถึงฐานข้อมูลความเสี่ยง หวังสร้างความโปร่งใสและลดปัญหาการทุจริตอย่างยั่งยืน
นายวุฒิพงศ์ เนียมหอม อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าของโครงการยกระดับมาตรฐานความเชื่อมั่นด้านการเงินและบัญชีว่า นับตั้งแต่เปิดตัวระบบ Co-op Financial มีการเข้าใช้งานระบบแล้วกว่า 10,000 ครั้ง โดยกลุ่มผู้ใช้งานหลักในปัจจุบันคือบุคลากรของกรมฯ และผู้สอบบัญชี ซึ่งมีความพึงพอใจอย่างมาก เนื่องจากระบบสามารถแสดงผลข้อมูลเชิงลึกได้หลากหลายมิติ อย่างไรก็ตาม สัดส่วนการเข้าใช้งานจากกลุ่มเป้าหมายหลัก ซึ่งได้แก่ สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรกว่า 10,000 แห่ง รวมถึงพี่น้องประชาชนที่เป็นสมาชิกสหกรณ์กว่า 11 ล้านคน ยังคงมีสัดส่วนที่น้อยกว่า 10%
“เพื่อให้ระบบ Co-op Financial เกิดประโยชน์สูงสุดตามเจตนารมณ์ กรมฯ ได้เตรียมแผนประชาสัมพันธ์เชิงรุก โดยจะลงพื้นที่จัดกิจกรรมโรดโชว์ไปยังที่ประชุมใหญ่ของชุมนุมสหกรณ์ทั้ง 7 ประเภททั่วประเทศ รวมถึงหน่วยงานพันธมิตร อาทิ กระทรวงพาณิชย์ และสภาอุตสาหกรรม เพื่อให้เห็นถึงศักยภาพของระบบที่สามารถบูรณาการข้อมูลทางธุรกิจได้ เช่น การตรวจสอบปริมาณการรับซื้อผลผลิตทางการเกษตรของสหกรณ์แต่ละพื้นที่” อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าว

ชูฟีเจอร์เด่น “CF Score” สัญญาณเตือนภัยความเสี่ยงสหกรณ์

หนึ่งในฟังก์ชันสำคัญของระบบ Co-op Financial คือระบบเตือนภัยล่วงหน้าผ่าน CF Score ที่จะประเมินและจัดระดับความเสี่ยงของสหกรณ์ออกเป็น 3 สี ได้แก่ เขียว (ปกติ) เหลือง (เฝ้าระวัง) และ แดง (มีความเสี่ยงสูงที่อาจนำไปสู่การทุจริต) โดยระบบจะประมวลผลจากฐานข้อมูลรายงานทางการเงินย้อนหลังถึง 20 ปี และอัปเดตสถานะทันทีเมื่อการสอบบัญชีประจำปีแล้วเสร็จ
ระบบนี้ถือเป็นการเปิดมิติใหม่ของการกำกับดูแล เนื่องจากประธานชุมนุมสหกรณ์แต่ละประเภท (เช่น สหกรณ์ออมทรัพย์ หรือ สหกรณ์การเกษตร) จะสามารถมองเห็นภาพรวมสถานะทางการเงินของสหกรณ์ในเครือข่ายตนเองได้ทั้งหมด จากเดิมที่เห็นเฉพาะข้อมูลของสหกรณ์ตนเองเท่านั้น ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริหารและสมาชิกสหกรณ์รู้เท่าทันความเสี่ยงและสามารถแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที
มาตรการ 3 ระยะ สางปัญหาสหกรณ์ปิดบัญชีไม่ได้
นอกจากนี้ กรมฯ ยังได้กำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาสหกรณ์ที่ไม่สามารถปิดบัญชีได้ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่:
กลุ่มระยะสั้น (ปิดบัญชีไม่ได้ 2-4 ปี): กรมฯ จะจัดส่งทีมงานเฉพาะกิจเข้าไปช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด ซึ่งประเมินว่าเป็นกลุ่มที่ยังสามารถแก้ไขได้ไม่ยาก
กลุ่มระยะกลาง (ปิดบัญชีไม่ได้ 5-15 ปี): ต้องอาศัยข้อกฎหมายและการใช้อำนาจของนายทะเบียนสหกรณ์เข้ามาร่วมจัดการ เพื่อผ่าตัดโครงสร้างหรือจัดการทรัพย์สินบางส่วน
กลุ่มระยะยาว (ปิดบัญชีไม่ได้ 15-30 ปี): เป็นกลุ่มที่มีความซับซ้อนสูง เช่น ทรัพย์สินสูญหาย หรือไร้หลักฐานทางบัญชี ซึ่งจำเป็นต้องพิจารณารายละเอียดเชิงลึกเพื่อหาข้อยุติทางกฎหมายที่ถูกต้องและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

เตรียมนำ AI ช่วยสอบบัญชี พร้อมยกระดับสวัสดิการผู้สอบบัญชีภาครัฐ

ปัจจุบัน กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เผชิญกับความท้าทายด้านอัตรากำลัง โดยมีผู้สอบบัญชีที่ผ่านเกณฑ์เพียง 400 กว่าคน แต่ต้องรับผิดชอบดูแลสหกรณ์กว่า 6,000 แห่ง และกลุ่มเกษตรกรอีกกว่า 3,000 แห่ง (เฉลี่ยผู้สอบบัญชี 1 คน ต้องดูแลถึง 60 แห่งในบางพื้นที่ เช่น กทม. และสมุทรปราการ)
เพื่อลดภาระงานและเพิ่มประสิทธิภาพ กรมฯ มีแผนนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยในการสอบบัญชี โดยจะเริ่มนำร่องทดลองในปี 2570 กับกลุ่มสหกรณ์การเกษตรที่โครงสร้างทางบัญชีไม่มีความซับซ้อน ก่อนจะขยายผลไปยังสหกรณ์ขนาดใหญ่ต่อไป
พร้อมกันนี้ กรมฯ กำลังเร่งผลักดันนโยบายสร้างขวัญกำลังใจให้แก่บุคลากร โดยเตรียมเสนอคณะกรรมการพิจารณาเงินค่าตอบแทนพิเศษประจำตำแหน่งสำหรับผู้สอบบัญชีภาครัฐ (เทียบเคียงกับสายวิชาชีพอื่น เช่น นิติกร) รวมถึงการจัดทำหลักสูตรอบรมที่ได้มาตรฐานสากล เพื่อสนับสนุนให้ผู้สอบบัญชีของกรมฯ สามารถนำชั่วโมงการทำงานไปนับรวมเพื่อขอรับใบอนุญาตผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ได้สะดวกยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นการยกระดับศักยภาพบุคลากรและมาตรฐานวิชาชีพบัญชีของภาครัฐในระยะยาว
Exit mobile version