MALEE รับกำลังซื้อเปราะบาง-ปัญหาชายแดนไทยกัมพูชากระทบยอดขาย ครึ่งปีแรกกำไร 37.2 ล้านบาท แต่ธุรกิจรับจ้างผลิตยังโตเด่น ขณะที่ MAS พุ่งแรง 178% เร่งปั้น New S-Curve สู้ศึกครึ่งปีหลัง
นายเอกรินทร์ พินิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาลีกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจเริ่มทยอยปรับตัวดีขึ้น ตามแผนเปลี่ยนผ่านองค์กรสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน หรือ Transformation for a Sustainable Business Growth พร้อมเร่งสร้าง New S-Curve รองรับการเติบโตในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ไตรมาส 2/2569 ระหว่างเดือนเมษายน-มิถุนายน บริษัทยังได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อผู้บริโภคที่เปราะบางตามภาวะเศรษฐกิจ โดยมีรายได้จากการขายและบริการ 1,825 ล้านบาท และกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้น 17 ล้านบาท ชะลอตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน

อีกหนึ่งแรงกดดันสำคัญมาจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งกระทบยอดขายธุรกิจสินค้าแบรนด์ โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์นมและผลไม้กระป๋อง และอาจต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว ส่งผลให้ครึ่งปีแรก 2569 บริษัทมีรายได้จากการขายและบริการรวม 3,594.2 ล้านบาท และกำไรสุทธิส่วนผู้ถือหุ้น 37.2 ล้านบาท ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
แม้ภาพรวมยังเผชิญแรงกดดัน แต่บางธุรกิจกลับส่งสัญญาณบวกชัดเจน โดยกลุ่มรับจ้างผลิต หรือ CMG เติบโตโดดเด่นจากผลิตภัณฑ์นมและกาแฟกระป๋องพร้อมดื่ม ขณะที่ธุรกิจสินค้าแบรนด์ได้รับแรงหนุนจากน้ำมะพร้าว “Malee COCO” หลังเปิดตัว “Malee COCO Matcha” และวางจำหน่ายผ่านโมเดิร์นเทรดชั้นนำทั่วประเทศ
ด้านบริษัท มาลี แอพพลายด์ ไซเอ็นซ์ หรือ MAS กลายเป็นอีกหนึ่ง New S-Curve สำคัญ หลังครึ่งปีแรกสร้างรายได้เติบโตถึง 178% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการนำทรัพยากรการเกษตรเหลือใช้มา Upcycling สู่สารออกฤทธิ์มูลค่าสูง หรือ High-Value Active Ingredients และสามารถขยายฐานลูกค้า B2B ได้ทั้งในและต่างประเทศ
ส่วนธุรกิจต่างประเทศเริ่มมีน้ำหนักมากขึ้น โดยไตรมาส 2/2569 มีสัดส่วนรายได้เพิ่มเป็น 30% จาก 24% ในไตรมาสก่อน สอดรับเป้าหมายผลักดัน MALEE สู่การเป็น “Global Wellbeing Company” ภายในปี 2571 ยกระดับจากผู้ผลิตเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพสู่แบรนด์สุขภาพระดับโลก
สินค้าหัวหอกยังคงเป็น Malee COCO ซึ่งในเกาหลีใต้สามารถครองยอดขายอันดับหนึ่ง ขณะที่ตลาดจีนเดินเกมสร้างแบรนด์ผ่านพรีเซ็นเตอร์ใหม่ “เฉินเจ๋อหยวน” เพื่อเพิ่มการรับรู้และกระตุ้นยอดขาย ส่วนธุรกิจผลิตภัณฑ์นมในกัมพูชาอยู่ระหว่างปรับกลยุทธ์และหาตลาดใหม่เข้ามาทดแทน
นายเอกรินทร์ กล่าวว่า ครึ่งปีหลัง 2569 บริษัทจะเดินหน้าสู่ “New Era of Wellness” อย่างเต็มตัว โดยรุกตลาดน้ำผลไม้ Malee และน้ำมะพร้าว Malee COCO ทั้งในและต่างประเทศ พร้อมขยายพอร์ตเครื่องดื่มสุขภาพที่มีศักยภาพสูง รองรับเมกะเทรนด์ Longevity & Wellness หรือการมีสุขภาพและอายุยืนอย่างมีคุณภาพ
ตลาดต่างประเทศจะเน้นเกาหลีใต้และจีน พร้อมพัฒนาสินค้าใหม่ให้เป็น “Product Hero” สำหรับเจาะตลาด ขณะเดียวกันเตรียมขยายไปยังประเทศอื่น เช่น ออสเตรเลีย เพื่อกระจายความเสี่ยง ส่วน CMG จะเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์มาตรฐานสากล ทั้งนม กาแฟกระป๋อง และผลิตภัณฑ์จากพืช หรือ Plant-based เพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิมและขยายลูกค้าใหม่
ขณะที่ MAS เตรียมรุกตลาด Advanced Active Ingredients สำหรับอุตสาหกรรมอาหารเสริม เครื่องสำอาง และสุขภาพ พร้อมเดินสายโรดโชว์ในงาน Vitafoods Asia 2026 เดือนกันยายนนี้ หลังการเข้าร่วม In-Cosmetics Global 2026 ที่ประเทศฝรั่งเศสได้รับความสนใจจากแบรนด์เครื่องสำอางข้ามชาติ นักพัฒนาผลิตภัณฑ์ และผู้จัดจำหน่ายทั่วโลก โดยขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจาความร่วมมือกับพันธมิตรในยุโรป อเมริกาใต้ เกาหลีใต้ และอินเดีย
พร้อมกันนี้ MALEE จะเดินหน้าคุมต้นทุนตลอดห่วงโซ่อุปทานอย่างเข้มข้น เน้นบริหารพอร์ตไปยังสินค้าที่มีอัตรากำไรสูง เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและจัดการของเสีย เพื่อรับมือความผันผวนของราคาพลังงาน วัตถุดิบ และบรรจุภัณฑ์
บริษัทประเมินว่า จากพื้นฐานธุรกิจและมาตรการควบคุมต้นทุนที่ดำเนินการต่อเนื่อง จะช่วยประคองผลการดำเนินงานท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังท้าทาย โดยคาดการณ์การเติบโตอยู่ในระดับทรงตัวถึง 3% พร้อมวางธุรกิจสุขภาพและตลาดต่างประเทศเป็นหัวหอกสำคัญในการสร้างการเติบโตระยะยาว