หากพูดถึง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประเทสไทย มี“ของดีมีอยู่” มากมาย ทะเลสวย ป่าเขียวชะอุ่ม ภูเขายังอุดมบูรณ์เต็มไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ นี่คือ “โอกาสทอง”ของคนด้ามขวาน ภาคเอกชนเสนอรัฐบาล เร่งโครงการรถไฟทางคู่ “สุไหงโกล-ชุมทางหาดใหญ่ เชื่อมโยงโครงการ ECRL รถไฟรางคู่ มาเลเซีย เชื่อมพื้นที่เขตอุสาหกรรม สนามบิน ท่าเรือ เมืองรอง เชื่อมโยงจังหวัดชายแดนภาคใต้และภาคเหนือมาเลเซีย ฟื้นกระทุ้งเศรษฐกิจ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประสบอุปสรรคจากปัญหาความไม่สงบที่ต่อเนื่อง ระบุ ปัตตานี อุตสาหกรรมประมงอันดับต้นของประเทศ ยะลา เบตง เมืองการค้าชายแดน นราธิวาสสุไหงดกลกเมืองการค้าชายแดน
นายณัฐนนท์ พงษ์ธัญญะวิริยา ประธานหอการค้ากลุ่มจังหวัดชายแดนใต้ (นราธิวาส–ปัตตานี–ยะลา) และประธานหอการค้าจังหวัดปัตตานี เปิดเผยว่า ในส่วนหอการกลุ่มจังหวัดชายแดนใต้ ที่จะนำเสนอ ครม.สัญจรหาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ระหว่างวันที่ 8-9 มิถุนายน 2569 จะเป็นเชิงนโยบาย แต่การประชุม ครมสัญจร ได้ถูกเลื่อนออก
1.โครงการโลจิสติกส์ ซึ่งการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) มีโครงการพัฒนารถไฟทางคู่สายใต้ช่วงชุมทางหาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา – สุไหงโก-ลก อ.สุไหงโกลก จ.นราธิวาส ระยะทาง 216 กม. ระหว่าง จ.นราธิวาสพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้กับ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา
ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนศึกษาและออกแบบโดยมีแผนเปิดประมูลโครงการ ปี 2571 ซึ่งจะเป็นการยกระดับการคมนาคม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และระบบโลจิสติกส์ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จะสามารถเชื่อมโยงกับรถไฟรางคู่ East Coast Rail Link (ECRL) ประเทศมาเลเซีย ได้อย่างมีศักยภาพประสที่คาดว่าจะเริ่มเปิดใช้งานโครงการระยะแรกในปี 2570 นี้
โครงการ ECRL มาเลเซีย จะวิ่งจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ ถึงเมืองโกตาบารู เมืองหลวงรัฐกลันตัน ติดกับเมืองสุไหงโกลก อ.สุไหงโกลก จ.นราธิวาส ชายแดนไทยมาเลเซีย และสำหรับทาง รฟท.สามารถใช้สถานีรถไฟ สุไหงโกล ชุมทางสถานีรถไฟหาดใหญ่ เชื่อมโยงกับ ECRL โดยเสนอรัฐบาลเร่งรัดให้เกิดขึ้นโดยเร็วไม่ควรถึง 6 ปี เสร็จโครงการ
“รถไฟที่เชื่อมโยงไทยมาเลเซียจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ สุไหงโกลก จ. นราธิวาส จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถึง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และเข้าภาคเหนือรัฐเคดาห์ รัฐกลันตัน มาเลเซียจะเป็นการบริการรถไฟที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจการค้าการท่องเที่ยว 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัตตานี ยะลา และ นราธิวาส จากที่มีผลกระทบมาต่อเนื่องเกี่ยวกับความไม่สงบมาจนถึงขณะนี้ จึงยากให้โครงการรถไฟมีความเร็วกว่า 6 ปี รัฐบาลจะเป็นชี้ขาด”
นายณัฐพงศ์ กล่าวอีกว่า 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เศรษฐกิจการค้าการท่องเที่ยวในพื้นที่มีข้อจำกัด เมื่อ 3 จังหวัดภาคใต้ได้มีโอกาสจากภายนอกพื้นที่เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านก็จะเกิดเป็นผลดี ที่สามารถทำตลาดคู่ขนานไปด้วยกับประเทศเพื่อนบ้าน ไม่เฉพาะตลาดในพื้นที่และภายในประเทศเป็นการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจการค้าการท่องเที่ยวคู่ขนานกันตามศักยภาพ
นายณัฐพงศ์ ยังกล่าวอีกว่า 2. โครงการป้องกันน้ำท่วมซึ่งสำคัญและเร่งด่วน เพราะปัญหาน้ำท่วมยังมีความกังวลกันสูงมาก เพราะจะมีแนวโน้มถึงหนักขึ้น และ 3. โครงการห่วงโซ่อุปทานสินค้าการเกษตรจะสามารถพัฒนาคู่ขนานเชื่อมโยงไปกับประเทศเพื่อบ้านได้ เมื่อ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพ จะสามารถทำตลาดไปกับเอย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับ ECRL เป็นโครงการรถไฟฟ้าทางคู่ความเร็วปานกลางของประเทศมาเลเซีย ซึ่งวิ่งระยะทาง 665 กก. วิ่งความเร็ว 160 กม. / ชม. รถไฟสินค้า 80 กม. / ชม. ซึ่งเชื่อมกรุงกัวลาลัมเปอร์ โกตาบารู รัฐกลันตัน ผ่าน ตรังกานูรัฐปะหัง และเข้าสู่รัฐสลังงอร์ และ Klang Valley และ Port Klang ท่าเรือหลักประเทศมาเลเซีย และจะเริ่มเปิดให้บริการระยะแรกในเดือนมกราคม 2027
โครงการ ECRL เชื่อมชายฝั่งตะวันออกกับชายฝั่งตะวันตกของคาบสมุทรมาเลเซียผ่านระบบราง เชื่อมท่าเรือ สนามบิน เขตอุตสาหกรรม และเมืองรอง ทำให้คนและสินค้าสามารถเคลื่อนจากพื้นที่ที่หันสู่ทะเลจีนใต้และเชื่อมกับช่องแคบมะละกาได้โดยตรง.
นายภูเบศ จันทนิมิ อดีตนายกสมาคมประมงปัตตานี นายกกิตติมศักดิ์ประมงอวนล้อมแห่งประเทสไทย เปิดเผยว่า 3 จังหวัดชายดนภาคใต้ ปัตตานี ยะลา และปัตตานี เศรษฐกิจหลักคืออุตสาหกรรมประมงท่าเรือปัตตานี อ่าวปัตตานี อดีตที่ทำรายได้หลายพันล้านบาท / ปี มีเรือทั้งขนาดใหญ่ขนาดเล็กประมาณ 3,000 ลำ อุตสาหกรรมประมงเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศ และเป็นเศรษฐกิจหลักถึง 60 %
ภายในพื้นที่ ที่สามารถสร้างแรงงานที่เกี่ยวเนื่องกับกิจกรรมการประมงเป้นจำนวนมากสำหรับคนในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ และทางด้านอุตสาหกรรมแช่แข็ง มีการลงทุนทางด้านอุตสาหกรรมปลากระป๋อง บริษัทปลากระป่องสามแม่ครัว และบริษัทปลากระป๋องตรา IQ
“ส่งผลให้เศรษฐกิจการค้าธุรกิจการลงทุนได้ขยายตัวที่ค่อนข้างเติบโตมากในขณะนั้น”
นายภูเบศ กล่าวว่า แต่ต่อมาประมงได้ประสบกับระเบียบ IUU แต่นั้นธุรกิจ อุตสาหกรรมประมงประสบปัญหาและเกิดภาวะซบเซาตั้งแต่นั้นมาจนถึงขณะนี้ และเรื่องอื่น ๆ อีกหลายปัจจัย จากภาพเศรษฐกิจหลักรวม 60 % มาเหลือประมาณ 20 % เรือประมาณ 3,000 ลำ จากภาพรวม 22 จังหวัดที่มีกิจการประมงมีเรือประมาณ 9,000 ลำ ทยอยลดลงเหลือประมาณ 500 ลำ จนส่งผลกระทบธุรกิจการค้าทั้งระบบ
“ในส่วนเศรษฐกิจรองลงมาการท่องเที่ยว ปศุสัตว์ เพาะเลี้ยง และการเกษตร โดยเฉพาะธุรกิจการท่องเที่ยวเดิมประมาณ 10 % มาตอนนี้เหลือไม่ถึง 10 %”
นายภูเบศ กล่าวอีกว่า สำหรับทางออกในการแก้ไขเศรษฐกิจหลัก ๆ ของ จ.ปัตตานี และเกี่ยวเนื่องถึง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะต้องหาปลาได้ โดยเฉพาะแรงงานประมงจะต้องมีการนำเข้าที่สะดวกโดยทางการต้องำนวยความสะดวก อาชีพเรือประมงคนไทยไม่นิยมทำงาน และการนำปลาเข้าจากต่างประเทศต้องมีข้อจำกัดเพื่อเปิดช่องทางให้อาชีพประมงไทย
“ปัจจุบันที่นำเข้าปลาจากต่างประเทศเพราะปลาไม่พอต่อความต้องการ ทั้งประเทศเมียนมารื มาเลเซีย และตลาดถึงกลุ่มประเทหสภาพยุโรปโดยปลาบางยี่ห้อ” นายภูเบศ กล่าว.
นายกร สุริยะพันธ์ ประธานสมาพันธ์ SMEs กลุ่มภาคใต้ชายแดน (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สงขลา) เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจการค้าการท่องเที่ยวกลุ่ม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ซึ่ง จ.ปัตตานี เป็นเมืองใหญ่ไม่ต่างจากสงขลาและมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ทางด้านประมงและอุตสาหกรรมการประมง จ.ยะลา จุเศรษฐกิจการการท่องเที่ยวเป้นหลัก อ.เบตง ชายแดนขนาดใหญ่ ส่วนนราธิวาสตัวเมืองกับอำเภอจะมีระยะห่างกันจะเป็นเกี่ยวการเกษตร แต่เมืองสุไหงโกลก การค้าชายแดนขนาดใหญ่
“การลงทุนใหม่ยังมองไม่ออก เรื่องของการลงทุนจะต้องมีความพร้อมทางด้านโลจิสติกส์ โครงสร้างพื้นฐาน การค้าการท่องเที่ยวยังไม่ขยายตัวคนจากภายนอกเดินทางเข้าปริมาณน้อย การลงทุนไม่กล้าลงทุนเพราะเรื่องความเสี่ยง จึงไม่เข้าไปลงทุนใหม่”
“เรื่องการลงทุน เรื่องเศรษฐกิจการค้าการและท่องเที่ยว จะเป็นภายในเป็นส่วนใหญ่ นอกนั้นเป็นเรื่องสาธารณูปโภค โลจิสติส์ การลงทุนจึงมีอุปสรรค เพราะจากปัจจัยหลักเรื่องของความปลอดภัย จึงผลให้เศรษฐกิจนิ่ง ทั้งที่ 3 จังหวัดชายแดนเศรษฐกิจทางธรรมชาติค่อนข้างจะมีจุดแข็งและสมบูรณ์มีทะเลสสวย ป่าสวย ภูเขาสวยของดีมีอยู่” นายกร กล่าว.
