หน้าแรก ข่าวล่าสุด “กรมหม่อนไหม” หนุนมรดกทางภูมิปัญญา ยกระดับผ้าไหมชุมชนสู่ตลาดโลก

“กรมหม่อนไหม” หนุนมรดกทางภูมิปัญญา ยกระดับผ้าไหมชุมชนสู่ตลาดโลก

ปัจจุบัน “ผ้าไหมไทย” ที่ผลิตโดยฝีมือคนไทย กำลังดังไกลไปในตลาดต่างประเทศ บนเวทีแฟชั่นระดับโลก นักดีไซน์ชื่อดังต่างนำผ้าไหมไทยมาประยุกต์ใช้การออกแบบมากมาย จนทำให้คนดัง ระดับแถวหน้าของโลก ภิริยารัฐมนนตรีประเทศต่างๆ มหาเศรษฐี ดาราซุเปอร์สตาร์ต่างหลงไหลเสน่ห์ “ผ้าไหมไทย” 

กลายเป็นอัตลักษณ์ไทย ที่มีสีสันสวยงาม แวววาว ใครได้สัมผัสเนื้อที่อ่อนนุ่ม และมีลดลวดลายที่สวยงาม ล้วนมาจากมรดกทางปัญญาของคนไทย สืบทอดกันมายาวนาน จนได้รับฉายา “ราชินีแห่งเส้นใย”

“ผ้าไหมไทย” ถือว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่มีประวัติศาสตร์ยาวไกล และมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยไม่น้อยนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งการพัฒนาทอผ้าไหมมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ ในยุครัชกาลที่ 5 ยุคแรกที่มีการส่งเสริมปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และมีการทอผ้าไหมในเมืองไทย โดยเฉพาะถิ่นอีสาน ที่การเลี้ยงหม่อนและทอผ้าไหมมากสุดจนถึงในยุคปัจจุบัน

ซึ่งต้องยอมรับว่าเทคโนโลยี และการปลูกหม่อนยังไม่ได้ก้าวหน้าทันสมัยเหมือนยุคปัจจุบันมากนัก เนื่องจากมี “กรมหม่อนไหม” ภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นผู้ดูแล เป็นยังเป็นอีกกรมหนึ่งเข้ามามีบทบาทสูงในการส่งเสริมการปลูกหม่อน เลี้ยงไหม ไปจนถึงการส่งเสริมการสร้างผลิตภัณฑ์ “ผ้าไหมไทย”

“กรมหม่อนไหม” จัดตั้งขึ้นเพื่อสืบสานปณิธานในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ภารกิจหลักในการอนุรักษ์หม่อนไหม วิจัยและพัฒนาผ้าไหมไทย บริหารจัดการมาตรฐานผ้าไหมไทย “ตรานกยูงพระราชทาน” พร้อมทั้งสร้างทายาทหม่อนไหม เพื่ออนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น

ยิ่งในแถบภาคอีสานและภาคเหนือ แหล่งนิยมปลูกหม่อนเลี้ยงไหมกันมาก พื้นที่เกษตรกรส่วนใหญ่หันมาปลูกหม่อน บางครั้งต้องเจอโลกรวน สภาวะแห้งแล้งบางปี อาจเจอฝนตกหนักและโลก ส่งผลกระทบต่อการเติบโตของพืชที่ไม่สมบูรณ์อย่างเต็มที่

ทางศรัญญู พูลลาภ อธิบดี กรมหม่อนไหม ได้ใส่ใจปัญหาดังกล่าว ลงพื้นที่ติดตามผลงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อวางนโยบายการบริหารจัดการน้ำ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร โดยกำหนดแนวทางการดำเนินงานแบบบูรณาการ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อบรรเทาปัญหาอุทกภัยและการเสริมสร้างความมั่นคงทางทรัพยากรน้ำ สำหรับรองรับความต้องการน้ำในฤดูแล้ง

อย่างเมื่อเร็วๆนี้ ลงพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด ชมการดำเนินงาน “กลุ่มแปลงใหญ่หม่อนไหมบ้านโนนชัยศรี” อ.พนมไพร กรมหม่อนไหมได้เล็งเห็น ความสำคัญชาวบ้านกลุ่มนี้ได้ทำการสนับสนุนงบประมาณเคลื่อนที่ในปี 2564 ได้ยกระดับแปลงใหญ่ด้วยการทำเกษตรสมัยใหม่และเชื่อโยงตลาด

เพื่อพัฒนาแห่ลงน้ำ และระบบการจัดการน้ำในแปลงหม่อน ส่งผลให้ใบหม่อนมีคุณภาพดี และเหมาะสมในการเลี้ยงไหม ต่อมาในปี 2569 นี้ ได้ผลักดันงบประมาณอีก 2 โครงการ คือ โครงการการสร้างเสริมและประสิทธิภาพการเลี้ยงไหมวัยอ่อนเพื่อผลิตไหมหัตถกรรม

และโครงการนำเทคโนโลยีการผลิตหม่อนไหมและเทคโนโลยีดิจิทัลเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในกลุ่มแปลงใหญ่เส้นไหมจังหวัดร้อยเอ็ด  จนปัจจุบันนี้ชาวบ้าน แม่บ้านในบ้านโนนชัยศรีจากที่บางคนยึดอดีตทำนา ทำสวน ทำเกษตรต่างๆหันมาสร้างงาน สร้างอาชีพ “การทำผ้าไหม” และเริ่มมีการแปรรูปสินค้าต่างๆ อย่างสบู่ ใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่นมาใช้กัน สร้างรายได้ต่อเดือนระดับหลักหมื่น สามารถสร้างรอยยิ้มกับชาวบ้านในชุมชนที่อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

นอกจากนี้ ชาวบ้านกลุ่มแปลงใหญ่บ้านโนนชัยศรี ยังสามารถปรับตัวสู่โลกออนไลน์ สามารถนำความรู้จากเจ้าหน้าที่รัฐ หันมาทำการตลาดออนไลน์ ขายของได้ตั้งแต่ปี67  ถือว่าเป็นอีกโมเดลหนึ่งกรมหม่อนไหม ที่นำไปขยายผลต่อกลุ่มเกษตรกรอื่นๆในการนำเทคโนโลยีและมาตรฐานสินค้า มาสร้างมูลคาเพิ่มให้กับอัตลักษณ์พื้นบ้าน และยังช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนต่อไป เพื่อสร้างความยั่งยืนในอาชีพการทำหม่อนไหม

สิ่งที่น่าภาคภูมิใจมาก ปีนี้ “กรมหม่อนไหม” เหมือนนำเพชรในท้องถิ่น  ออกมาอวดสู่สายตาชาวไทยและต่างชาติ อย่างงาน “OTOP MIDYEAR” จัดที่เมืองทองธานี ได้ขนผ้าไหมฝีมือคนไทยมาโชว์ 18 ร้านค้า ที่คัดสรรมาจากร้านดัง ฝีมือดี จากภูมิปัญญาชาวบ้าน ผ่านผลิตภัณฑ์ที่ต่อยอด ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับชุมชนอีกช่องทางหนึ่ง

ผลผลิตเหล่านี้ ล้วนมาจากมันสมอง สองมือของคนไทย ที่ผ่านกลไกรัฐ “กรมหม่อนไหม” ร่วมแรง รวมใจพัฒนาไหมผลักดันไหมไทย ยิ่งใหญ่สู่ตลาดโลกต่อไป เพื่อสร้างรายได้หมุนเวียนสู่ท้องถิ่น

ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้าอย่างน่าภาคภูมิใจ “ของดีถิ่นไทย”

.

Exit mobile version