หน้าแรก ข่าวล่าสุด เกษตรกรรู้หรือไม่!พลิกขยะเปลือก “ทุเรียน”ราชาผลไม้ สร้างมูลค่าสู่เศรษฐกิจสีเขียว

เกษตรกรรู้หรือไม่!พลิกขยะเปลือก “ทุเรียน”ราชาผลไม้ สร้างมูลค่าสู่เศรษฐกิจสีเขียว

ปัจจุบันทุเรียน “ราชาแห่งผลไม้” ก้าวขึ้นเบอร์หนึ่งในพืชเศรษฐกิจสำคัญที่สุดของประเทศไทย ทั้งในมิติการส่งออก การสร้างรายได้ และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคเกษตร จากอดีตที่ปลูกกันในสวนผลไม้พื้นบ้านของภาคตะวันออกและภาคใต้ ได้ขยายพื้นที่เพาะปลูกไปทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีสภาพอากาศเหมาะสมอย่างจันทบุรี ระยอง ตราด ชุมพร และศรีสะเกษ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการบริโภคที่เติบโตอย่างรวดเร็วในตลาดโลก โดยเฉพาะประเทศจีนที่กลายเป็นผู้นำเข้าทุเรียนรายใหญ่ที่สุดของไทย

ในหลายปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมทุเรียนไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด ซึ่งศูนย์สารสนเทศการเกษตร (ศสก.) คาดการณ์ว่า ปีนี้ภาคตะวันออกจะมีผลผลิตทุเรียนประมาณ 1.06 ล้านตัน คิดเป็น 48% ของผลผลิตทั้งประเทศที่คาดว่าจะมีประมาณ 2.071 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ซึ่งมีผลผลิต 871,692 ตัน ถึง 22.40% ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ทุเรียนยังคงเป็นพืชเศรษฐกิจดาวรุ่งที่สร้างรายได้มหาศาลให้กับเกษตรกรและประเทศอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน การเติบโตของตลาดส่งออก โดยเฉพาะการนิยมบริโภคทุเรียนสดทั้งผล ก็ได้ทำให้เกิดผลข้างเคียงสำคัญที่เริ่มถูกพูดถึงมากขึ้น นั่นคือปริมาณ “เปลือกทุเรียน” ที่เพิ่มขึ้นมหาศาลในทุกฤดูกาลผลิต

แม้ผู้คนจะจดจำทุเรียนในฐานะผลไม้ราคาแพงและเป็นที่ต้องการของตลาด แต่ความจริงแล้วทุเรียนหนึ่งผลมีเนื้อที่รับประทานได้เพียงบางส่วนเท่านั้น งานศึกษาหลายชิ้นระบุว่า ทุเรียน 1 ผล ประกอบด้วยเปลือกประมาณ 58.56% เนื้อ 28.51% และเมล็ด 12.93% หรือกล่าวได้ว่าเกือบ 70% ของทุเรียนทั้งผลกลายเป็นวัสดุเหลือทิ้งหลังของการบริโภค ขณะที่ข้อมูลอีกส่วนระบุว่า เปลือกทุเรียนอาจมีสัดส่วนสูงถึง 75% ของน้ำหนักผล ทำให้เมื่อปริมาณการบริโภคเพิ่มขึ้น ของเสียจากทุเรียนก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจคือ วันนี้ “เปลือกทุเรียน” กำลังถูกมองใหม่จากของเหลือทิ้งไร้มูลค่า กลายเป็น “วัตถุดิบเศรษฐกิจ” ที่มีศักยภาพในการต่อยอดเชิงอุตสาหกรรมและสิ่งแวดล้อม งานวิจัยหลายชิ้นพบว่า เปลือกทุเรียนมีคุณสมบัติด้านพลังงานที่น่าสนใจ มีค่าความร้อนประมาณ 4,045 cal/g มีความชื้นต่ำและปริมาณเถ้าไม่สูง จึงสามารถนำไปพัฒนาเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลหรือถ่านอัดแท่งได้ นอกจากนี้ยังมีเส้นใยธรรมชาติและเซลลูโลสที่เหมาะต่อการผลิตวัสดุชีวภาพ บรรจุภัณฑ์ย่อยสลายได้ หรือแม้แต่วัสดุดูดซับในอุตสาหกรรมสีเขียว

การศึกษาแนวทางการบริหารจัดการเปลือกทุเรียนเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ของส่วนวิจัยเศรษฐกิจพืชสวน สำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร ปี 2568 พบว่า ในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญอย่างจันทบุรี ชุมพร และศรีสะเกษ ปัจจุบันยังมีเปลือกทุเรียนกว่า 68.48% ถูกทิ้งโดยไม่ได้ใช้ประโยชน์ ขณะที่มีเพียง 15.22% เท่านั้นที่เข้าสู่กระบวนการแปรรูปเชิงพาณิชย์ และอีก 16.30% ถูกนำไปใช้เพื่อปรับปรุงดินหรือทดลองวิจัย ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยยังมีโอกาสอีกมหาศาลในการยกระดับ “ขยะทุเรียน” ให้กลายเป็นอุตสาหกรรมใหม่

หนึ่งในแนวทางที่น่าสนใจคือ การพัฒนาเปลือกทุเรียนให้เป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง โดยงานวิจัยระบุว่า การผลิตรองเท้าจากเปลือกทุเรียนสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้สูงถึง 450 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่การแปรรูปเป็นสารปรับปรุงดินและอาหารสัตว์ สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้เช่นกัน แนวคิดเหล่านี้กำลังสอดคล้องกับโมเดลเศรษฐกิจ BCG หรือ Bio-Circular-Green Economy ที่ภาครัฐกำลังผลักดัน เพื่อเปลี่ยนวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรให้กลายเป็นทรัพยากรที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ และช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

ขณะเดียวกัน ในระดับมหาวิทยาลัยและชุมชน ก็เริ่มมีการต่อยอดงานวิจัยอย่างจริงจัง โดยคณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลาได้นำ “เปลือกทุเรียน” มาผสมกับ “กากกาแฟ” เพื่อผลิตเป็นถ่านอัดแท่งคุณภาพสูง โดยใช้กากไขมันจากบ่อดักไขมันเป็นตัวประสานแทนแป้งมันสำปะหลัง ผลการทดลองพบว่า ถ่านอัดแท่งดังกล่าวให้ค่าความร้อนสูง ติดไฟง่าย ความชื้นต่ำกว่า 8% และมีขี้เถ้าน้อย ถือเป็นอีกตัวอย่างของการนำวัสดุเหลือทิ้งจากเมืองและภาคเกษตรกลับมาใช้ประโยชน์ร่วมกันในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน

ไม่เพียงประเทศไทยเท่านั้นที่กำลังให้ความสำคัญกับเปลือกทุเรียน ล่าสุดรายงานของสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรประจำกรุงปักกิ่ง ระบุว่าจีนมีการนำเข้าทุเรียนมากกว่า 1.5 ล้านตัน และเมื่อคำนวณจากสัดส่วนเปลือกประมาณ 40% ของน้ำหนักผล ทำให้เกิดขยะเปลือกทุเรียนมากกว่า 600,000 ตันต่อปี ขยะเหล่านี้ไม่ได้ถูกทิ้งอย่างไร้ค่า แต่ถูกนำเข้าสู่กระบวนการคัดแยก รวบรวม และแปรรูปผ่านเครือข่ายแรงงานจำนวนมาก ตั้งแต่ผู้เก็บรวบรวมของเก่าตามตลาดสด ร้านผลไม้ ไปจนถึงโรงงานแปรรูปเส้นใยชีวภาพและปุ๋ยอินทรีย์

ในโรงงานรีไซเคิลของจีน เปลือกทุเรียนจะถูกลำเลียงเข้าสู่สายพานเพื่อคัดแยกเศษเนื้อและเมล็ด ก่อนนำไปอบแห้ง บด และขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น แผ่นวัสดุชีวภาพ กระถางต้นไม้ แผ่นไฟเบอร์บอร์ด ปุ๋ยอินทรีย์ และถ่านกัมมันต์ จนกลายเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้ให้ผู้คนจำนวนมาก โดยแรงงานเก็บเปลือกทุเรียนสามารถมีรายได้เฉลี่ยประมาณวันละ 100 หยวน หรือราว 500 บาท ขณะที่ผู้รวบรวมรายใหญ่สามารถสร้างรายได้สูงถึงเดือนละ 8,000 หยวนจากการค้าขายวัตถุดิบเหล่านี้

เรื่องราวของเปลือกทุเรียนจึงสะท้อนให้เห็นว่า เบื้องหลังผลไม้เศรษฐกิจมูลค่ามหาศาล ยังมี “ภูเขาขยะ” ที่เกิดขึ้นทุกวันจากการบริโภคของมนุษย์ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ของเหลือเหล่านี้ก็กำลังกลายเป็นโอกาสใหม่ของโลกยุคเศรษฐกิจสีเขียว จากขยะที่เคยถูกมองว่าไร้ค่า วันนี้เปลือกทุเรียนกำลังถูกเปลี่ยนบทบาทให้กลายเป็นวัตถุดิบแห่งอนาคต ทั้งในด้านพลังงาน วัสดุชีวภาพ และอุตสาหกรรมรักษ์โลก

ท้ายที่สุด การเติบโตของอุตสาหกรรมทุเรียนอาจไม่ได้วัดเพียงตัวเลขการส่งออกหรือราคาผลผลิตเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความสามารถในการจัดการ “ของเหลือ” ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะหากประเทศไทยสามารถเปลี่ยนเปลือกทุเรียนจากภาระด้านสิ่งแวดล้อม ให้กลายเป็นทรัพยากรทางเศรษฐกิจได้อย่างเป็นระบบ ก็อาจเป็นอีกก้าวสำคัญของภาคเกษตรไทยสู่ความยั่งยืน

Exit mobile version