Google search engine
หน้าแรกข่าวล่าสุดฟื้นวิถีชีวิต“มอญกลางกรุง”พหุวัฒนธรรมเสน่ห์ฝั่งธนกระตุ้นศก.-ท่องเที่ยว

ฟื้นวิถีชีวิต“มอญกลางกรุง”พหุวัฒนธรรมเสน่ห์ฝั่งธนกระตุ้นศก.-ท่องเที่ยว

-

ผู้ว่าฯ กทม. ดัน “มอญกลางกรุง” ชูพหุวัฒนธรรมฝั่งธน สร้างเศรษฐกิจชุมชนยั่งยืน หัวใจของเมืองคือ “ชุมชนที่เข้มแข็ง”

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดกิจกรรมตลาดวัฒนธรรม “มอญกลางกรุง” จัดโดยมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ณ บริเวณด้านหน้าอาคาร 1 มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา เขตธนบุรี พร้อมเยี่ยมชมกิจกรรมเที่ยวชมตลาดมอญกลางกรุง การออกร้านสินค้าและอาหารพื้นถิ่นในชุมชนวัดประดิษฐาราม และการแสดงวัฒนธรรม ตั้งแต่บริเวณหน้ามหาวิทยาลัยไปจนถึงวัดประดิษฐาราม และบริเวณท่าน้ำเสาหงส์ริมคลองบางหลวง โดยมี ผศ.ดร.คณกร สว่างเจริญ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ผศ.ดร.ปัทมา วัฒนพานิช ผู้ช่วยอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ดร.สีลาภรณ์ บัวสาย ประธานคณะอนุกรรมการที่ปรึกษาการขับเคลื่อนวิทยสถาน “ธัชภูมิ” เพื่อการพัฒนาพื้นที่

ว่าที่ร้อยตรีเดชาธร แสงอำนาจ ผู้อำนวยการเขตธนบุรี ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ รศ.ดร.อุเทน คำน่าน รองผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ ฝ่ายบริหารจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรม ผู้บริหารมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา คณะผู้ทรงคุณวุฒิ คณะนักวิจัย ผู้แทนหน่วยงานด้านการบริหารและจัดการทุนเพื่อการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานคร ผู้นำชุมชนย่านหิรัญรูจี ชุมชนวัดประดิษฐาราม ตลอดจนพี่น้องประชาชนในพื้นที่ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจากทุกภาคส่วน เข้าร่วมกิจกรรม

ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการพัฒนาเมืองคือการทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง โดยแต่ละชุมชนมี “อัตลักษณ์” หรือเสน่ห์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร กิจกรรมในครั้งนี้เปรียบเสมือนการนำเพชรในชุมชนมาเจียระไนให้เปล่งประกาย ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาความจำเจของสินค้าในตลาดนัดทั่วไปที่มักจะเหมือนกันไปหมด ให้กลายเป็นสินค้าที่มีเรื่องราวและหาทานได้ยาก

ทั้งนี้ หัวใจของเมืองคือ “ชุมชนที่เข้มแข็ง” และฝั่งธนบุรีเป็นศูนย์กลางพหุวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง เนื่องจากพื้นที่ฝั่งธนบุรีมีความพิเศษ เพราะเป็นย่านเก่าแก่และเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์มาตั้งแต่อดีต สิ่งที่เป็นจุดแข็งที่สุดคือการเป็น “สังคมพหุวัฒนธรรม” ที่มีทั้งชาวมอญ มุสลิม คริสต์ และจีน อาศัยอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ซึ่งถือเป็นเสน่ห์ที่หาได้ยาก และเป็นต้นทุนทางวัฒนธรรมที่สำคัญของประเทศไทย สามารถสร้างเศรษฐกิจชุมชนเพื่อการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน เพราะการที่ภาครัฐให้การช่วยเหลือทางการเงินอาจเป็นเพียงการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่การทำให้ชุมชนมีงาน มีความรู้ และมีเศรษฐกิจที่เป็นของตัวเองจากภูมิปัญญาและต้นทุนทางวัฒนธรรม คือหนทางที่จะทำให้ชุมชนอยู่รอดได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ยังได้ชื่นชมบทบาทของมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ที่ทำหน้าที่เป็น “ยานแม่” หรือพี่ใหญ่ในพื้นที่ โดยใช้ความเชี่ยวชาญด้านวิชาการและวัฒนธรรมเข้ามาดูแลชุมชนเพื่อนบ้าน

“หากมหาวิทยาลัยช่วยดูแลเพื่อนบ้านและสร้างเครือข่ายความร่วมมือเช่นนี้ จะทำให้การพัฒนาเมืองสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ผมอยากเห็นโมเดลนี้ขยายผลไปยังมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ทั่วกรุงเทพฯ เพื่อร่วมกันค้นหาและดึงจุดแข็งของแต่ละย่านออกมา” ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าว

ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครขับเคลื่อนนโยบาย “ย่านสร้างสรรค์” โดยใช้ทุนทางวัฒนธรรม อัตลักษณ์พื้นที่ และการมีส่วนร่วมของชุมชนเป็นฐานสำคัญ ไม่ใช่การพัฒนาจากบนลงล่าง แต่เป็นการต่อยอดศักยภาพที่มีอยู่เดิมให้เกิดคุณค่าใหม่อย่างเหมาะสมกับบริบทพื้นที่ ทั้งย่านหิรัญรูจีและคลองบางหลวง ซึ่งมีมิติทางประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ อาหารตามฤดูกาล และมรดกภูมิปัญญาท้องถิ่น สามารถพัฒนาเป็นทั้งพื้นที่วัฒนธรรม พื้นที่เศรษฐกิจชุมชน และแหล่งเรียนรู้ของเมืองได้พร้อมกัน

พร้อมกันนี้ กทม. ให้ความสำคัญกับโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการใช้งานจริง โดยเฉพาะถนนและซอยในชุมชนวัดประดิษฐาราม ให้เป็นพื้นที่สาธารณะที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน ภายใต้นโยบาย “Pedestrians First” ปรับปรุงทางเท้าให้เรียบ แบ่งสัดส่วนการใช้พื้นที่ เพิ่มความปลอดภัยแก่คนเดินและผู้ใช้รถ เมื่อโครงสร้างพื้นฐานพร้อม กิจกรรมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจชุมชนจะเติบโตต่อเนื่อง สร้างรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้คนในพื้นที่

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

- Advertisment -spot_img

ข่าวล่าสุด

พลิกโชคชะตาพารวย!ก๋วยเตี๋ยวสู้ชีวิต กล้าคิด กล้าทำ “ลูกชิ้นหมูเด้งปั้นสด ปลอดสารพิษ

เปิดตำนานบทใหม่ของ “นายฐากร ซ่อนกลิ่น” อดีตผู้ใหญ่ ที่ตัดสินใจวางตำแหน่งที่ภาคภูมิใจ หันมาจับตะกร้อลวกเส้นเคียงข้างภรรยาคู่ใจ พร้อมปั้นลูกชิ้นสดเสิร์ฟลูกค้า หลังจากเผชิญมรสุมชีวิตที่รายได้ไม่พอจุนเจือครอบครัว จนต้องนำโฉนดที่ดินไปจำนองแลกเงินทุน 150,000 บาท มุ่งหน้าจากอำเภอกาบเชิง เข้าสู่ตัวเมืองสุรินทร์ เพื่อพิสูจน์ตัวเองในเส้นทางสายอาชีพพ่อค้าก๋วยเตี๋ยวที่เริ่มต้นจากศูนย์ จุดเด่นที่ทำให้ร้าน “ก๋วยเตี๋ยวแท้ปั้นสด บุฟเฟต์ลูกชิ้น” รสชาติติดอกติดใจลูกค้า คือลูกชิ้นปั้นสดทำเองที่เป็นซิกเนเจอร์ ซึ่งนายฐากร ต้องดั้นด้นเข้ากรุงเทพฯ ไปร่ำเรียนและลองผิดลองถูกอยู่นาน จนได้ลูกชิ้นเนื้อเด้งสูตรเด็ดที่ “ปั้นสดๆ โชว์หน้าร้าน”...