Google search engine
หน้าแรกข่าวล่าสุดเตรียมพร้อมมาตรการบริหารจัดการผลไม้ภาคตะวันออกป้องล้นตลาด

เตรียมพร้อมมาตรการบริหารจัดการผลไม้ภาคตะวันออกป้องล้นตลาด

-

ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – สิงหาคม นับเป็นช่วงที่ผลผลิตไม้ผลภาคตะวันออกในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ จันทบุรี ระยอง และตราด เริ่มออกสู่ท้องตลาด โดยเฉพาะผลไม้เศรษฐกิจ 4 ชนิด ประกอบด้วย ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง ซึ่งนับเป็นผลผลิตทางการเกษตรสำคัญที่สร้างรายได้ให้เกษตรกรในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยอ้างอิงจากข้อมูลการผลิตและประมาณการผลผลิตไม้ผลภาคตะวันออกของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ที่คาดการณ์ว่า ปี 2568 จะมีปริมาณผลผลิตไม้ผล 4 ชนิดดังกล่าวรวมถึง 1,453,862 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่มีจำนวน 999,211 ตัน (เพิ่มขึ้น 454,651 ตัน หรือร้อยละ 45.50) ทำให้กล่าวโดยสรุปได้ว่า ในปี 2568 ผลผลิตไม้ผลภาคตะวันออก ทั้ง 4 ชนิด (ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง) มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น และเป็นสัญญาณบ่งบอกให้เตรียมความพร้อมรับมือกับปริมาณผลไม้เศรษฐกิจภาคตะวันออกจำนวนมหาศาลที่อาจประสบปัญหาล้นตลาดได้

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้การนำของ ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสำคัญในเรื่องการยกระดับการทำเกษตรแบบดั้งเดิมให้เป็นเกษตรทันสมัย พร้อมกำหนดให้การส่งเสริมด้านการตลาดสินค้าเกษตร และส่งเสริมตลาดผู้บริโภคผลไม้ไทยเป็นนโยบายเร่งด่วน

โดยมอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดเร่งดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องทันที เพื่อขับเคลื่อนนโยบาย “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ที่เป็นหนึ่งในเป้าหมายของรัฐบาล และของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ด้านนายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้วางมาตรการบริหารจัดการผลไม้ของสถาบันเกษตรกรปี 2568 เพื่อเตรียมรับมือกับปริมาณผลผลิตผลไม้ภาคตะวันที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ไว้ด้วยกัน จำนวน 3 มาตรการ ประกอบด้วย

1. มาตรการด้านการผลิตและรวบรวม ผ่านโครงการยกระดับคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตร ซึ่งเป็นการส่งเสริมและให้ความรู้ด้านมาตรฐานเกษตรปลอดภัยแก่สมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร , โครงการส่งเสริมและพัฒนาสินค้าเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น มุ่งส่งเสริมและพัฒนาสินค้าเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น/ภูมิปัญญาพื้นถิ่นให้มีมูลค่าเพิ่ม รวมถึงการสนับสนุนอุปกรณ์การตลาดที่จำเป็น เพื่อให้สหกรณ์เป็นศูนย์กลางในการรวบรวมและกระจายผลผลิต

2. มาตรการด้านการเงิน ผ่านการสนับสนุนเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ (อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อปี) จากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ (กพส.) เพื่อให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรกู้ยืมไปดำเนินธุรกิจรวบรวมและจำหน่ายผลไม้ โดย ในปี 2568 มีเป้าหมาย จำนวน 37 สหกรณ์ ในพื้นที่ 20 จังหวัด ทั่วประเทศ วงเงินรวม 87 ล้านบาท

3. มาตรการด้านการตลาด ผ่านการส่งเสริมการกระจายผลผลิตคุณภาพผ่านขบวนการสหกรณ์ และส่งเสริมการค้าด้านการตลาดทั้งตลาด Offline และตลาด Online รวมทั้งจัดทำโครงการสนับสนุนการกระจายผลไม้เพื่อยกระดับราคาของสถาบันเกษตรกร ขอรับการสนับสนุนเงินอุดหนุนจ่ายขาดจากกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ในการให้สถาบันเกษตรจัดซื้อบรรจุภัณฑ์ตะกร้าผลไม้เพื่อใช้ในการรวบรวมและกระจายผลผลิต

“มาตรการทั้งสามด้านข้างต้น จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ยกระดับคุณภาพผลผลิตตามมาตรฐาน GAP สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร อีกทั้งส่งเสริมการเชื่อมโยงสินค้าเกษตร โดยมีสหกรณ์เป็นกลไกในการขับเคลื่อนส่งเสริมสหกรณ์ให้มีบทบาทในการจัดการผลผลิตและการตลาดแก่สมาชิก รวมถึงส่งเสริมให้สถาบันเกษตรกรเป็นแหล่งรวบรวมผลผลิตของเกษตรกร เพื่อให้สินค้าเกษตรมีตลาดรองรับที่แน่นอนในราคาที่เป็นธรรม นอกจากนี้ การรณรงค์ให้ประชาชนคนไทยหันมาบริโภคผลไม้คุณภาพภาคตะวันออก เพื่อช่วยกระจายสินค้าเกษตรสู่ตลาดภายในประเทศ จึงเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจฐานรากให้กับสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรอย่างมั่นคง” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวทิ้งท้าย

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

- Advertisment -spot_img

ข่าวล่าสุด

จากคนเคยลำบาก…สู่เจ้าของร้านใจบุญข้าวแกงบุฟเฟ่ต์ 60 บาทอิ่มไม่อั้น

ท่ามกลางเศรษฐกิจที่บีบรัดผู้คนในทุกระดับ ยังมีเรื่องราวเล็กๆ ที่สะท้อน “ความอิ่ม” ที่ยิ่งใหญ่กว่าความอิ่มท้อง ร้านข้าวแกงบุฟเฟ่ต์ “เป็นต่อ” ตั้งอยู่ริมถนนดอนตูม–นครปฐม ในพื้นที่อำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม อาจเป็นเพียงร้านอาหารธรรมดาในสายตาใครหลายคน แต่สำหรับลูกค้าจำนวนมาก ที่นี่คือ “ที่พึ่งของความหิว” ด้วยราคาเพียง 60 บาท ลูกค้าสามารถตักข้าวราดแกงได้ไม่อั้น ไม่จำกัดเวลา มีเมนูให้เลือกหลากหลาย ทั้งต้ม ผัด แกง ทอด น้ำพริก ผักสด รวมถึงก๋วยเตี๋ยวไก่และขนมหวาน สลับหมุนเวียนไม่ซ้ำในแต่ละวัน จนกลายเป็นร้านยอดนิยมในเวลาเพียง 1 เดือน ลูกค้าทั้งในพื้นที่...