Google search engine
หน้าแรกข่าวล่าสุดดันเกษตรกรรายย่อย 1,947 รายเข้าสู่การผลิตปาล์มน้ำมันแบบยั่งยืน

ดันเกษตรกรรายย่อย 1,947 รายเข้าสู่การผลิตปาล์มน้ำมันแบบยั่งยืน

-

ปาล์มน้ำมัน เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย มีพื้นที่เพาะปลูกและผลผลิตเป็นอันดับ 3 ของโลกรองจากประเทศอินโดนีเซียและมาเลเซีย เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน มีจำนวนประมาณ 4.1 แสนครัวเรือนทั่วประเทศ ส่วนใหญ่เป็นรายย่อย และร้อยละ 80 ของเกษตรกรรายย่อยเป็นการปลูกและผลิตน้ำมันปาล์มแบบดั้งเดิม ซึ่งมักเผชิญกับปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า มลพิษทางอากาศ และปัญหาทางสังคม ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและความเป็นอยู่ของชุมชนอีกทั้งมีข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และองค์ความรู้และแนวทางในการจัดการสวนปาล์มเพื่อการผลิตอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน ทำให้ที่ผ่านมาเกษตรกรมีอำนาจต่อรองน้อย เสี่ยงต่อการถูกกดราคาผลผลิตรวมถึงมาตรการกีดกันทางการค้า เนื่องจากทั่วโลกให้ความสำคัญกับสินค้าที่ผลิตอย่างยั่งยืนมากขึ้น การปรับตัวสู่ความยั่งยืนในอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มจึงเป็นทางออกสำคัญในการแก้ปัญหาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นายวิชาญ อิงศรีสว่าง ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร กล่าวว่า มาตรฐาน RSPO (Roundtable on Sustainable Palm Oil) เป็นมาตรฐานการผลิตน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืนที่ปัจจุบันได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติมากที่สุด โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมการเติบโตและการใช้ผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์มที่ผ่านมาตรฐานสากล โดยกำหนดหลักการ 7 ข้อ เพื่อเป็นกรอบการผลิตปาล์มที่ยั่งยืน ครอบคลุมตั้งแต่การบริหารจัดการ การปฏิบัติตามกฎหมาย ด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม แน่นอนว่าการปลูกปาล์มแบบ RSPO เป็นมาตรฐานเพื่อความยั่งยืนมีขั้นตอนมากกว่าการปลูกแบบเดิม ทั้งการจัดเตรียมเอกสาร การเก็บข้อมูลเพื่อประกอบการขอรับการรับรองต่างๆ ทำให้เกษตรกรบางราย

ถอดใจถึงแม้จะทราบว่าราคาขายในตลาดให้ราคาปาล์มที่สูงกว่า การพัฒนาและผลักดันให้เกษตรกรรายย่อยเข้าสู่การปลูกปาล์มอย่างยั่งยืนเพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันและการขอการรับรองมาตรฐาน RSPO จึงเป็นเรื่องที่สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA ให้ความสำคัญและได้ให้การสนับสนุนทุนวิจัยแก่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี ดำเนินโครงการ“การขยายผลความสำเร็จโครงการพัฒนาการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืนแบบบูรณาการสู่กลุ่มเกษตรกรรายย่อย”

จากข้อมูลของสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกปาล์มประมาณ 6 ล้านไร่ เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มกว่า 4 แสนครัวเรือน โดยข้อมูลปี 2566 พบว่า ผลผลิตปาล์มน้ำมันของไทยมีจำนวน 18.27 ล้านตัน สามารถผลิตเป็นน้ำมันปาล์มได้ 3.33 ล้านตัน ปัจจุบันจากข้อมูลเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนเดือนตุลาคม 2567 ประเทศไทยมีสมาชิกผู้ปลูกปาล์มน้ำมันตามมาตรฐาน RSPO รวม 91 กลุ่ม ประกอบด้วย เกษตรกรรายใหญ่รายย่อย โดยกลุ่มเกษตรกรรายย่อยอิสระที่ได้รับการรับรองจาก RSPO จำนวน 34 กลุ่ม ครอบคลุมเกษตรกรกว่า 9,062 ราย ซึ่งพื้นที่ได้รับการรับรอง จำนวน 283,818 ไร่

จากข้อมูลข้างต้น โครงการวิจัยนี้ จะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยผลักดันให้เกษตรกรรายย่อยสามารถปลูกปาล์มน้ำมันให้ได้มาตรฐาน RSPO โดยการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืนสู่กลุ่มเกษตรกรรายย่อยและเตรียมความพร้อมเพื่อขอการรับรองมาตรฐาน RSPO โดยดำเนินโครงการในพื้นที่ 4 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี กระบี่ และตรัง มีเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน เครือข่ายวิสาหกิจชุมชน แปลงใหญ่ปาล์มน้ำมัน และสหกรณ์ปาล์มน้ำมัน เข้าร่วมทั้งหมด 8 หน่วยงาน มีสมาชิก 1,947 ราย พื้นที่ปลูกปาล์มรวม 54,793.48 ไร่ ในปี พ.ศ. 2567 มีผลผลิตทั้งหมดประมาณ 168,421.21 ตัน สร้างรายได้ให้เกษตรกรที่ผ่านการรับรองได้มากกว่า 114 ล้านบาทต่อปี

ด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เบญจมาภรณ์ พิมพา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี หัวหน้าโครงการวิจัยฯ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า โครงการ “การขยายผลความสำเร็จโครงการพัฒนาการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืนแบบบูรณาการสู่กลุ่มเกษตรกรรายย่อย” เป็นการขยายผลต่อจากโครงการ “การพัฒนาการผลิตปาล์มน้ำมันแบบยั่งยืนแบบบูรณาการ” ที่ได้เตรียมความพร้อมของสมาชิกตามมาตรฐานเกษตรกรรายย่อย RSPO ฉบับเดิมครบถ้วนแล้ว โดยกระบวนการวิจัยเริ่มจากการสำรวจจำนวนสมาชิกใหม่รุ่นที่ 2 ของกลุ่ม RSPO ที่ได้เคยเข้าร่วมโครงการวิจัยหรือให้คำปรึกษามาเข้ารับการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ จำนวน 5 หลักสูตร ได้แก่ ระบบมาตรฐาน RSPO สำหรับเกษตรกรรายย่อย ระบบควบคุมภายในกลุ่ม การตรวจติดตามภายในแปลงสมาชิก การตรวจติดตามภายในกลุ่ม

และการจัดเก็บข้อมูลสมาชิก เพื่อนำไปจัดทำเอกสารประกอบการฝึกอบรม และสมุดบันทึกสวนปาล์ม ซึ่งหลังจากจบการอบรม ทางคณะวิจัยฯ ได้มีการติดตามการปฏิบัติตามมาตรฐาน RSPO เดือนละ 2 ครั้งต่อกลุ่ม เพื่อติดตามความก้าวหน้าของการทำฐานข้อมูลของกลุ่ม และการดำเนินการตามข้อกำหนดของสมาชิกกลุ่ม หากมีข้อที่ไม่สอดคล้องกับมาตรฐาน ก็จะให้ผู้จัดการกลุ่มและสมาชิกดำเนินการแก้ไขในเบื้องต้น นอกจากนี้ยังมีการตรวจประเมินผลการดำเนินการเข้าสู่มาตรฐาน RSPO เบื้องต้น (Pre-audit) จากคณะวิจัย โดยจะสรุปผลการตรวจ Pre-audit และเสนอเพื่อให้คำแนะนำกับกลุ่มที่เข้าร่วมโครงการ พร้อมทั้งแจ้งผลความไม่สอดคล้องให้กับสมาชิกเพื่อนำไปแก้ไขตามระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งทุกขั้นตอนจะมีทางคณะนักวิจัยร่วมให้คำแนะนำและอำนวยความสะดวกอย่างใกล้ชิด และจากการประเมินผลการใช้ประโยชน์จากงานวิจัย พบว่าโครงการนี้สร้างมูลค่าผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมได้ 260.74 ล้านบาท

“และจากการมุ่งมั่นดำเนินโครงการอย่างจริงจังเพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้วยการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยให้พร้อมแข่งขันในตลาดโลกผ่านการปฏิบัติตามมาตรฐาน RSPO ส่งผลให้โครงการนี้ได้รับรางวัล ผลงานวิจัยแห่งชาติที่มีผลกระทบสูง ประจำปี 2567 Prime Minister’s TRIUP Award for Research Utilization with High Impact ระดับดีเด่น ในงาน TRIUP FAIR  ของ สกสว. ซึ่งเป็นงานใหญ่ระดับประเทศที่จัดขึ้นเพื่อยกย่องผลงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม ที่สร้างผลกระทบสูง ต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย ซึ่งถือเป็นขวัญกำลังใจในการพัฒนาและสนับสนุนงานวิจัยเพื่อขับเคลื่อนภาคการเกษตรต่อไป” นายวิชาญ กล่าว

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

- Advertisment -spot_img

ข่าวล่าสุด

จากคนเคยลำบาก…สู่เจ้าของร้านใจบุญข้าวแกงบุฟเฟ่ต์ 60 บาทอิ่มไม่อั้น

ท่ามกลางเศรษฐกิจที่บีบรัดผู้คนในทุกระดับ ยังมีเรื่องราวเล็กๆ ที่สะท้อน “ความอิ่ม” ที่ยิ่งใหญ่กว่าความอิ่มท้อง ร้านข้าวแกงบุฟเฟ่ต์ “เป็นต่อ” ตั้งอยู่ริมถนนดอนตูม–นครปฐม ในพื้นที่อำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม อาจเป็นเพียงร้านอาหารธรรมดาในสายตาใครหลายคน แต่สำหรับลูกค้าจำนวนมาก ที่นี่คือ “ที่พึ่งของความหิว” ด้วยราคาเพียง 60 บาท ลูกค้าสามารถตักข้าวราดแกงได้ไม่อั้น ไม่จำกัดเวลา มีเมนูให้เลือกหลากหลาย ทั้งต้ม ผัด แกง ทอด น้ำพริก ผักสด รวมถึงก๋วยเตี๋ยวไก่และขนมหวาน สลับหมุนเวียนไม่ซ้ำในแต่ละวัน จนกลายเป็นร้านยอดนิยมในเวลาเพียง 1 เดือน ลูกค้าทั้งในพื้นที่...