Google search engine
หน้าแรกข่าวล่าสุดชวนเกษตรกรรุ่นใหม่ทำเกษตรเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ชวนเกษตรกรรุ่นใหม่ทำเกษตรเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

-

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นแล้วกว่า 1 องศาเซลเซียส ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นลำดับต้น ๆ ของโลกและส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการเกษตร  คนเกษตรรุ่นใหม่ จึงต้องช่วยกันพัฒนาการเกษตรไทยให้ยั่งยืนและช่วยประชาคมโลกควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ด้วยการทำการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการทำการเกษตรที่เป็นสาเหตุของการเกิดโลกร้อนได้อย่างยั่งยืน

นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวถึง “นโยบายของรัฐต่อการส่งเสริมการเกษตร การทำเกษตรปลอดภัยใส่ใจสิ่งแวดล้อม” ในงานเสวนาวิชาการ (The 21st KU KPS National Conference) ว่ากรมส่งเสริมการเกษตรมุ่งสู่การส่งเสริมการเกษตรให้เกษตรกรทำการเกษตรอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สามารถปรับตัวเพื่อลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Adaptation) การส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนมาทำนาปรังแบบเปียกสลับแห้ง นอกจากจะช่วยลดการใช้น้ำในการทำนายังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการทำการเกษตร (Mitigation) จากข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยในปี 2562 แหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคเกษตร 57 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

พีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร

ทั้งนี้จะพบว่า มาจากการปลูกข้าวมากที่สุด 29 ล้านตันฯ (ร้อยละ 51) รองลงมาคือ การใส่ปุ๋ยและปูน 13 ล้านตันฯ (ร้อยละ 22) การหมักในระบบย่อยอาหารสัตว์ 11 ล้านตันฯ (ร้อยละ 19) การจัดการมูลสัตว์ 3 ล้านตัน (ร้อยละ 6) และการเผาเศษวัสดุทางการเกษตร 1 ล้านตัน (ร้อยละ 2) ดังนั้น การทำนาแบบเปียกสลับแห้งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จากการทำนาแบบปกติเฉลี่ยร้อยละ 45 และการใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินจะลดก๊าซไนตรัสออกไซด์ (N2O) ที่เกิดจากการใส่ปุ๋ยยูเรียที่มากเกินกว่าที่พืชต้องการ และการใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายฟางข้าวทดแทนการเผา ช่วยลดก๊าซเรือนกระจกจากการเผา ลดฝุ่น PM2.5 ช่วยให้อากาศสะอาด

การส่งเสริมให้เกษตรกรทำการเกษตรอย่างเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการทำการเกษตรเชิงฟื้นฟู (Climate Smart & Regenerative Agriculture) เช่น การเลือกใช้พันธุ์พืชทนแล้ง การจัดการแหล่งน้ำในไร่นาให้เหมาะสม การเตรียมดินโดยเก็บกักคาร์บอนในดินให้มากที่สุด เช่น การปลูกพืชคลุมดินเพื่อรักษาความชื้นในดิน การจัดการดินโดยเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน เช่น การปลูกพืชตระกูลถั่ว การปลูกพืชหมุนเวียน

การส่งเสริมให้เกษตรกรนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้ช่วยลดปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคเกษตร (Labor Intensive to Science Technology Intensive) เช่น การใช้ข้อมูลแนวโน้มสภาพอากาศและปริมาณน้ำ เพื่อการวางแผนการเพาะปลูกที่ลดความสูญเสีย การนำเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่มาใช้เพิ่มผลิตภาพการผลิต การปรับผังแปลงนาให้ใช้ประโยชน์จากทรัพยากร และปัจจัยการผลิตให้เกิดประโยชน์สูงสุด (กำไรสุทธิ)

การส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนจากการทำการเกษตรเชิงเดี่ยวไปสู่การทำการเกษตรแบบผสมผสานแบบแม่นยำ (Single Crop Patterns to Integrate Precision Farming) เช่น การทำการเกษตรแบบผสมผสาน การปลูกไม้ผล-ไม้ยืนต้นช่วยกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากบรรยากาศ (Carbon Sink) ช่วยลดความเสี่ยงจากการทำการเกษตรภายใต้สภาพอากาศที่แปรปรวนและช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกรได้ตลอดทั้งปี

นางสาวภาวินี แม้นทิม เจ้าของสวนไผ่คุณน้อย ผู้ร่วมเสวนาวิชาการในประเด็นการใช้ประโยชน์จากป่าไผ่เพื่อฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและปรับปรุงผลผลิตทางการเกษตร กล่าวว่า ทางสวนไผ่คุณน้อยอยู่ที่กาญจนบุรีซึ่งสภาพอากาศมีอุณหภูมิสูง จึงร่วมมือกับภาคการศึกษาและหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อวิเคราะห์และคัดเลือกพันธุ์พืชที่จะช่วยลดอุณหภูมิในพื้นที่ทำเกษตร จนได้มาปลูกไผ่ล้อมพื้นที่เกษตร ซึ่งไผ่เป็นพืชโตเร็วมีคุณสมบัติช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ช่วยเพิ่มความชื้นและลดอุณหภูมิในแปลงปลูก ใบไผ่ที่ร่วงลงมาบนดินยังเป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่ดีให้แก่ดิน ช่วยกันลมพายุให้แปลงปลูกได้อีกด้วย นอกจากนั้นการปลูกไผ่ 100 ต้นต่อไร่ เมื่อต้นไผ่อายุ 3 ปี จะสามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากบรรยากาศได้ถึง 1 ตัน (เทียบกับต้นไม้ประเภทอื่นที่ต้องใช้เวลาถึง 7 ปี) และนอกจากผลที่ดีต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังเป็นโมเดลสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรที่ปลูกไผ่ และสร้างมูลค่าเพิ่มการแปรรูปเป็นชาใบไผ่ การผลิตจุลินทรีย์ที่ได้จากลำไผ่ และการทำไบโอชาร์โดยการนำไผ่มาเผาในเตาเผาถ่านด้วยอุณหภูมิ 1,000 องศาเซลเซียส

ดร.บัณฑูร พานแก้ว นักถ่ายภาพสารคดีและสื่อสารสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมเสวนาวิชาการในประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสู่การเปลี่ยนฉับพลันทางความยั่งยืน กล่าวว่า ปัจจุบันทุกคนรู้สึกร้อน และก็รู้ว่าโลกร้อนขึ้น แต่สิ่งเดียวที่จะแก้ไขปัญหาโลกร้อน คือ ความร่วมมือกันของทุกภาคส่วน หากวันนี้เรายังไม่ปรับตัว เราจะถูกอำนาจต่าง ๆ เข้ามากำกับเรื่องความยั่งยืน (Sustainability Disruption) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น การทำเกษตรที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมสินค้าเกษตรก็จะไม่ได้รับการยอมรับจากสากล และถูกปฏิเสธทางการตลาด ท้ายที่สุดจึงต้องร่วมมือกันปรับตัวให้เกิดความยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อม

ดร.กฤษฎา บุญชัย เลขาธิการสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา ผู้ประสานงานเครือข่าย Thai Climate Justice for All (TCJA) ผู้ร่วมเสวนาวิชาการในประเด็นอาหารและเกษตร ผลกระทบและการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ กล่าวว่า เกษตรกรจะเป็นกลุ่มแรกที่จะได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง เพราะการเกษตรยังต้องอาศัยน้ำฝน เมื่อโลกร้อนผลผลิตทางการเกษตรก็ลดลง การแก้ปัญหาจึงต้องเริ่มที่ตัวเรา ลดการใช้ทรัพยากรและใช้เท่าที่จำเป็น

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า การแลกเปลี่ยนเรียนรู้และร่วมมือกันทุกภาคส่วน ขับเคลื่อนเรื่องการทำเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญพื้นฐานที่มนุษย์จะต้องใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน การผลิตที่เหมาะสมอย่างยั่งยืนจะทำให้ภาคการเกษตรไทยได้รับการยอมรับจากสากล และทำให้ชีวิตบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงของโลกได้

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

- Advertisment -spot_img

ข่าวล่าสุด

จากอดีตข้าราชการป่าไม้ โค่นสวนยาง 40 ไร่ ปลูกทุเรียนกว่า 1,200 ต้น ริมเทือกเขาบรรทัด

จากอดีตข้าราชการป่าไม้ "นายสนิท องศารา" หรือ "ลุงหนิด" วัย 65 ปี ตัดสินใจโค่นสวนยางพารากว่า 40 ไร่สู่เจ้าของสวนทุเรียนขนาดใหญ่ในพื้นที่ ต.ช่อง อ.นาโยง จ.ตรัง "ลุงหนิด" วัย 65 ปี บอกว่า  หลังเกษียณอายุราชการ ตัดสินใจโค่นสวนยางพารากว่า 40 ไร่เพื่อปลูกทุเรียน 4 สายพันธุ์...