“เมืองไทย” ถือว่าเป็นดินแดนแห่งเมืองศิลปและมีประเพณีที่งดงาม ที่สืบทอดกันมาตั้งแต่โบราณ โดยเฉพาะงานศิลปหัตกรรมไทยฝีมือชั้นเยี่ยมจนกลายเป็น “เสน่ห์ไทย” ที่ชาวต่างชาติและนักท่องเที่ยวเดินทางมาไทยแล้ว สร้างความประทับในงานฝีมือ ทั้งเรื่องเครื่องปั้นดินเผา งานแกะสลักไม้ เครื่องเขิน งานทอผ้า งานเครื่องประดับ ที่ล้วนมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง ซึ่งบ่งบอกถึงความเป็นไทยได้อย่างอ่อนช้อยและงดงามมาก

จนกลายเป็นจุดเด่นของ “อัตลักษณ์แห่งสยาม” ที่ภาครัฐ ภายใต้การดำเนินงานกระทรวงพาณิชย์นำไปต่อยอด สืบสานภูมิปัญญาไทย และต่อยอดหัตถศิลป์ จนกลายเป็นสินค้าส่งออกที่มีความโดดเด่นในระดับสากล ปีนี้ทาง “สุชาติ ชมกลิ่น” รัฐมนตรีช่วยกระทรวงพาณิชย์ ได้รับเกียรติมาเป็นประธาน “งานอัตลักษณ์แห่งสยาม ครั้งที่15”
ซึ่งเป็นงานรวบรวมฝีมือ “หัตถศิลป์ไทย” ระดับบรมครูในแต่ละภูมิภาค ทั้งภาคเหนือ อีสาน กลาง และใต้ ขนกันมาโชว์กันในงานมากมาย โดยผนึกกำลังกระทรวงพาณิชย์ และสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ สคท. ร่วมกับภาคเอกชนและพันธมิตรเครือข่ายทั้งหมด เพื่อที่สร้างการรับรู้และตระหนักถึงคุณค่าและภูมิปัญญางานหัตถศิลป์ไทย เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้วัฒนธรรมในอดีต ในรูปแบบศิลปหัตถกรรม ภายใต้แนวคิด “สืบสานตำนานหัตถศิลป์ไทย”
อย่าลืมว่า ผลงานแต่ละผู้ประกอบการ ที่รังสรร คิดค้น และประดิษฐ์ขึ้นมา ล้วนมาจากแก่นของภูมิปัญญาชาวบ้าน นำเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์มาสอดแทรกในผลงานแทบทั้งสิ้น อย่างการออกแบบลวดลายผ้าไหม และเครื่องเบญจรงค์ ลวดลายเครื่องเงิน เครื่องประดับ งานแกะสลักงานไม้ การแกะรูปหนังตะลุง และอื่นๆมากมาย
ผลงานศิลป์เหล่านี้ สร้างความภาคภูมิใจในการอนุรักษ์คุณค่าทางภูมิปัญญาทักษะฝีมือที่อยู่ในแต่ละบุคคล ถือว่าเป็นสมบัติอันมีค่าไม่ให้สูญหายไปตามกาลเวลา และส่งต่อให้ลูก หลานสืบทอดต่อไป ดังนั้น ทางสคท. จึงได้คัดสรรที่เป็นที่สุดในการอนุรักษ์ และสร้างสรรค์ผลงานแห่งปี จึงได้มอบโล่เชิดชูเกียรติ รางวัลครูศิลป์ของแผ่นดิน, ครูช่างศิลปหัตถกรรม และทายาทช่างศิลปหัตถกรรม รวม 31 ราย
นางพรพรรณวิลาส แพพ่วง รักษาการแทนผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย กล่าวว่า ปีนี้งานอัตลักษณ์แห่งสยาม เพื่อสืบสานงานศิลปหัตถกรรมใกล้สูญหาย รักษาภูมิปัญญาองค์ความรู้ของบรรพบุรุษที่มีอัตลักษณ์ และสะท้อนความตั้งใจในเชิงสร้างสรรค์ และต่อยอดงานศิลปหัตถกรรมไทย ให้เป็นที่ประจักษ์ในฐานะมรดกภูมิปัญญาคู่แผ่นดิน สู่การเป็น Craft Power คาดว่าน่าจะสามารถสร้างเงินสะพัดไม่น้อยกว่า 80 ล้าน
อีกไฮไลท์ที่ไม่ควรพลาด คือนิทรรศการ “หัตถศิลป์ที่คิดถึง” ซึ่งเป็นการแสดงผลงานหัตถศิลป์ล้ำค่า ของครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรมไทย กว่า 50 ผลงาน อย่าง ขันลงหิน-บ้านบุ ครูเมตตา เสลานนท์ ครูศิลป์แผ่นดินปี 2552 ,มีดเหล็กลาย ครูพชร พงศกรรังศิลป์ ครูศิลป์แผ่นดินปี 2559 ,หัตถกรรมทองเหลืองสาน ครูนิตย์ ธรรมประทีป ครูศิลป์ของแผ่นดินปี 2553 เป็นต้น
หากมีเวลาลองไปสัมผัสเสน่ห์ และสนับสนุนงานศิลปหัตถกรรมไทยให้คงอยู่ต่อไปยาวนาน ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ วันที่ 18-22 กันยายนนี้ ที่รวบรวมรดกของชาติหาดูยากมาให้ชมกัน