นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า จากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ พ.ศ. 2567 – 2570 พร้อมยกเป็นวาระแห่งชาติ ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ ซึ่งประกอบด้วย 7 มาตรการ ซึ่งที่ผ่านมากรมประมงได้ให้ความสำคัญและเร่งดำเนินการในทุกมาตรการอย่างต่อเนื่อง เพื่อแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำให้คลี่คลายโดยเร็ว โดยเฉพาะมาตรการที่ 3 และมาตรการที่ 6 ซึ่งได้มอบหมายให้นักวิจัยของกรมประมงเร่งหาแนวทางการแปรรูปและพัฒนาผลิตภัณฑ์จากปลาหมอคางดำที่ถูกกำจัดไปใช้ประโยชน์จากทุกส่วนของตัวปลา โดยเฉพาะส่วนก้างที่ใหญ่และมีความแข็ง ไม่สามารถรับประทานโดยการปรุงเป็นเมนูอาหารแบบทั่วไปได้ อีกทั้งเพื่อไม่ก่อให้เกิดเศษเหลือทิ้งที่อาจส่งผลกระทบต่อธรรมชาติในอนาคต
หากพัฒนากระบวนการสกัดแคลเซียมด้วยวิธีที่มีประสิทธิภาพและไม่ทำลายคุณค่าทางโภชนาการของปลา จะทำให้สารดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ ซึ่งอาจดีกว่าแคลเซียมจากแหล่งอื่น เช่นเดียวกับนักวิจัยของกองฯ ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญถึงแนวทางการนำก้างปลาไปสกัดแคลเซียม จึงได้พัฒนาวิธีสกัดแคลเซียมผงด้วยวิธีการที่ไม่ซับซ้อน เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนทั่วไปสามารถแปรรูปได้อย่างง่ายในครัวเรือน รวมถึงส่งเสริมให้กลุ่มผู้ประกอบการขนาดเล็ก และขนาดกลางนำไปต่อยอดการผลิตสู่เชิงพาณิชย์ต่อไป โดยใช้กระบวนการให้ความร้อนในน้ำเดือดนาน 1 ชั่วโมง จากนั้นล้างด้วยน้ำสะอาดเพื่อแยกส่วนเนื้อออกแล้วนำไปอบแห้งที่อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส และบดให้ละเอียดด้วยเครื่องบด ซึ่งผลการศึกษาพบว่า สามารถผลิตผงแคลเซียมได้ประมาณร้อยละ 20–25 จากเศษก้างปลาที่นำมาสกัด ทั้งนี้ ปัจจุบันกรมประมงได้นำมาทดลองใช้เป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์แปรรูปต่าง ๆ เช่น ปั้นขลิบเสริมแคลเซียม ครองแครงเสริมแคลเซียม ข้าวเกรียบปลาเสริมแคลเซียม และปลาบดแผ่นเสริมแคลเซียม ซึ่งสามารถเพิ่มคุณค่าทางอาหารได้เป็นอย่างดี