ในบรรดาสินค้าอินเทรนด์ ที่มีทิศทางการค้ารุ่งโรจน์มากที่สุดของไทย “อาหารสัตว์เลี้ยง” ถือว่าเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีอนาคตอย่างดีเยี่ยม จะพบเห็นได้จากการจัดงานนิทรรศการการค้าว่าด้วยอาหารสัตว์เลี้ยงของไทย ทั้งที่เป็นระดับโลก และที่ไทยจัดขึ้นเอง จะประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง เช่นงาน Pet fair South East Asia 2024 ซึ่งจะจัดขึ้นในไทย เป็นประจำทุกปีในช่วงเดือนตุลาคม และงาน Pet Expo Thailand 2024 ซึ่งมีการจัด ปีละ 2 ครั้ง เหตุไทยขึ้นอันดับโลก: อาหารสัตว์เลี้ยงโตพุ่งพรวด ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ TTB analytics คาดมูลค่าตลาดสัตว์เลี้ยงของไทยในปี 2567 จะมีมูลค่าราว 7.5 หมื่นล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 12.4% จากปี 2566 และมีแนวโน้มเพิ่มพุ่งสูงขึ้นถึงแสนล้านบาท อีกไม่กี่ปีข้างหน้า
จากเทรนด์การดูแลสัตว์เลี้ยงของคนในยุคปัจจุบันมีรูปแบบการดูแลสัตว์เลี้ยงเสมือนสมาชิกในครอบครัว (Pet Humanization) เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในกลุ่มผู้ดูแลเดิมที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบการดูแลสัตว์เลี้ยงของตนเอง และ กลุ่มเจ้าของสัตว์เลี้ยงมือใหม่ ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการดูแลสัตว์เลี้ยงต่อตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งทาง TTB analytics ได้ประเมินค่าใช้จ่ายในการดูแลสัตว์เลี้ยงเสมือนสมาชิกในครอบครัว โดยเจ้าของจะมีภาระค่าใช้จ่ายเฉลี่ยราว 41,100 บาทต่อตัวต่อปี ซึ่งสูงกว่าการเลี้ยงดูแบบปล่อยอิสระที่จะมีค่าใช้จ่ายเพียงราว 7,745 บาทต่อตัวต่อปี โดยมีค่าใช้จ่ายจากอุปกรณ์สัตว์เลี้ยง ค่าดูแล รวมถึงอาหารที่น้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ดี เทรนด์การดูแลสัตว์เลี้ยงเสมือนสมาชิกในครอบครัว (Pet Humanization) ในบางกลุ่มเจ้าของอาจมีวิวัฒนาการสู่การเลี้ยงเสมือนสมาชิกในครอบครัวแบบตามใจ หรืออาจเรียกว่า “ทาสหมา-ทาสแมว” (Petriarchy) ซึ่งบนบริบทการเลี้ยงดูที่ตามใจ โดยสัตว์เลี้ยงเป็นผู้รับที่ไม่สามารถปฏิเสธของที่เจ้าของเลือกซื้อให้ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือเจ้าของเลือกที่จะซื้อของให้สัตว์เลี้ยงเพื่อตอบสนองความพอใจส่วนตน ย่อมส่งผลให้การจับจ่ายในส่วนของอุปกรณ์ และค่าดูแล มีทิศทางเพิ่มขึ้นในอัตราเร่งกระแส Influencer มาแรงส่งสัตว์เลี้ยงมี “ค่าตัว”
อย่างไรก็ตาม นอกจากกระแสของ Pet Humanization และ Petriarchy แล้วในสังคมยุคปัจจุบัน สัตว์เลี้ยงบางตัวอาจพัฒนาบทบาทจากลักษณะนิสัยส่วนตัวที่สามารถยกระดับจาก “สมาชิกในครอบครัวปกติ” เป็น “สมาชิกในครอบครัวที่สามารถสร้างรายได้” ผ่านรูปแบบลักษณะเฉพาะของสัตว์เลี้ยงที่สามารถดึงดูดความสนใจจากคนในสังคมวงกว้าง หรือ Pet Celebrity และถูกพัฒนาเป็นสัตว์เลี้ยงที่มีผู้ติดตามผ่านโซเชียลมีเดีย (Petfluencer) เมื่อมีการนำเสนอนิสัยหรือลักษณะเฉพาะของสัตว์เลี้ยงนั้นผ่านการเล่าเรื่องหรือการสร้าง Content โดยเจ้าของผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย
การที่กลุ่มสัตว์เลี้ยงที่ถูกยกระดับเป็นสัตว์เลี้ยงที่มีผู้ติดตามผ่านโซเชียลมีเดีย (Petfluencer) ที่สามารถสร้างรายได้ผ่าน Content ต่าง ๆ ที่เจ้าของได้สรรสร้างเพื่อนำเสนอให้กลุ่มผู้ติดตาม ทำให้นอกจากรายจ่ายเกี่ยวกับอุปกรณ์และค่าดูแลสัตว์เลี้ยงที่เพิ่มขึ้นในอัตราเร่งแล้ว ยังมีความถี่ในการจับจ่ายที่สูงขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับกลุ่มที่เลี้ยงในลักษณะเสมือนสมาชิกในครอบครัว (Pet Humanization) แบบทั่ว ๆ ไป ซึ่งจากบริบทการเลี้ยงสัตว์ที่มีแนวโน้มเข้าสู่ “การเลี้ยงแบบครอบครัว-ที่ตามใจ-และสร้างรายได้” ส่งผลให้มูลค่าตลาดสัตว์เลี้ยงในประเทศไทยขยายตัวต่อเนื่อง
ที่น่าจับตาอีกลุ่มหนึ่งคือ กลุ่มอุปกรณ์เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงและบริการดูแลสัตว์เลี้ยง เป็นกลุ่มที่นอกจากได้รับแรงหนุนของกระแสการดูแลสัตว์เลี้ยงเสมือนสมาชิกในครอบครัวแล้ว (Pet Humanization) มูลค่าของอุตสาหกรรมยังมีการเร่งตัวในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาจากกระแสการเลี้ยงเสมือนคนในครอบครัวแบบตามใจ (Petriarchy) และ สมาชิกในครอบครัวที่สามารถสร้างรายได้ (Petfluencer) ที่ส่งผลให้มีความถี่ในการเข้ารับบริการดูแลและความถี่ในการจัดหาอุปกรณ์เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงเพิ่มในอัตราเร่ง ส่งผลให้มูลค่าตลาดอุปกรณ์เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงและบริการดูแลสัตว์เลี้ยงมีค่าการเติบโตเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี (CAGR) ที่ 17.3% และ 16.7% โดยคาดว่ามีมูลค่า 2.29 หมื่นล้านบาท และ 0.66 พันล้านบาท ตามลำดับ บนแนวโน้มที่ยังรักษาการเติบโตในอัตราเร่งได้กลยุทธ์ไทยไปสู่อันดับ 1 ของโลก
เพื่อให้เข้าใจอุตสาหกรรมด้านนี้อย่างเด่นชัด จะต้องเข้าใจถึงอุตสาหกรรมนี้ในระดับโลกด้วย โดยในปี 2024 การค้าอาหารสัตว์เลี้ยงทั่วโลกยังคงแข็งแกร่ง โดยประเทศผู้ส่งออก 10 อันดับแรกถือเป็นส่วนสำคัญของตลาด ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับสถานะปัจจุบันของอุตสาหกรรมส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงมีดังนี้
ผู้ส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงสำหรับสุนัขและแมว 5 อันดับแรกในปี 2022 ได้แก่ เยอรมนี (2.8 พันล้านดอลลาร์ ส่วนแบ่งตลาด 12.4%) สหรัฐอเมริกา (2.5 พันล้านดอลลาร์ 11%) ไทย (2.44 พันล้านดอลลาร์ 10.7%) ฝรั่งเศส (2.05 พันล้านดอลลาร์ 9) %) และโปแลนด์ (1.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ, 7.6%) ประเทศเหล่านี้รวบรวมรายได้ 50.8% จากอาหารสุนัขหรือแมวทั้งหมดที่ส่งออกทั่วโลกในปี 2022 โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทยมีการเติบโตที่น่าประทับใจ โดยกลายเป็นผู้ส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงรายใหญ่อันดับ 4 ของโลกในปี 2565 หลังจากส่งออกเพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบเป็นรายปีเป็น 2.84 พันล้านดอลลาร์ ปัจจุบันไทยเป็นผู้ส่งออกอันดับ 1 ในอาเซียน
หากมุ่งหวังไปถึงเป้าอันดับ 1 ของโลก ไทยต้องเร่งพัฒนากลยุทธ์การค้าในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงดังนี้
-พัฒนารูปแบบสินค้า: เน้นอาหารสัตว์เลี้ยงที่มีคุณภาพสูง ตอบโจทย์ความต้องการด้านโภชนาการและสุขภาพของสัตว์เลี้ยง
-เจาะตลาดใหม่: มุ่งขยายตลาดไปยังประเทศที่มีความต้องการอาหารสัตว์เลี้ยงสูง เช่น จีน อาเซียน และยุโรป
-สร้างแบรนด์: พัฒนาแบรนด์อาหารสัตว์เลี้ยงให้เป็นที่รู้จักและน่าเชื่อถือในระดับสากล
-ส่งเสริมการตลาด: pronouncements และกิจกรรมส่งเสริมการตลาดเพื่อสร้างการรับรู้และดึงดูดลูกค้า
โดยสรุป ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงไทยในปี 2567 มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับศักยภาพที่มีอยู่ ดังนั้นไทยมีโอกาสก้าวสู่อันดับ 1 ผู้ส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงของโลกได้แน่ แต่ต้องอาศัยกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน
