หน้าแรก ข่าวล่าสุด กรมชลเตรียมทุ่ม3,870 ล.บูรณาการโครงการห้วยโมงแก้น้ำขาดแคลนช่วงแล้ง

กรมชลเตรียมทุ่ม3,870 ล.บูรณาการโครงการห้วยโมงแก้น้ำขาดแคลนช่วงแล้ง

โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาห้วยโมง จ.หนองคาย ชู 10 กิจกรรม เพิ่มประสิทธิภาพเก็บกักน้ำเพิ่มขึ้น 39.49 ล้านบาศก์เมตร ลดพื้นที่น้ำท่วมช่วยเหลือเกษตรกรมีน้ำใช้อย่างเพียงพอและแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง

นายรัฐศาสตร์ ชิดชู รองผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย เป็นประธานเปิดการประชุมปัจฉิมนิเทศการศึกษาความเหมาะสมปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาห้วยโมง จังหวัดหนองคาย โดยมี นายสุรชาติ มาลาศรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการ กรมชลประทาน พร้อมด้วยผู้แทนจากกรมชลประทาน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจากทุกภาคส่วน และประชาชนเข้าร่วมประชุม ณ หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 80 ปี ที่ว่าการอำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย

นายรัฐศาสตร์ ชิดชู รองผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย กล่าวว่า ลุ่มน้ำห้วยโมงครอบคลุมพื้นที่หลายจังหวัด ได้แก่ จังหวัดอุดรธานี หนองคาย และหนองบัวลำภู พระบาทสมเด็จพระ บรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงให้ความสำคัญกับการพัฒนาแหล่งน้ำ เมื่อปี 2525 กรมพลังงานแห่งชาติ ชื่อเดิม “กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน” ได้ดำเนินการก่อสร้างโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาห้วยโมง แล้วเสร็จเมื่อปี 2530 ประกอบด้วย ประตูระบายน้ำห้วยโมง จำนวน 1 แห่ง สถานีสูบน้ำเพื่อการเกษตร จำนวน 10 แห่ง พร้อมระบบส่งน้ำ 163 สาย ระบบระบายน้ำ 35 สาย และคันกั้นน้ำจำนวน 4 สาย

ต่อมาในปี 2545 กรมชลประทานรับถ่ายโอนกิจการบริหาร ในปี 2548 ยกขึ้นเป็นโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาห้วยโมง ปัจจุบันโครงการฯ ใช้งานมา 37 ปี อาคารประตูระบายน้ำ สถานีสูบน้ำ ระบบชลประทานและอาคารประกอบ จึงเกิดสภาพทรุดโทรม และประสบปัญหาอุทกภัยในพื้นที่โครงการอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะในช่วงที่ระดับน้ำในแม่น้ำโขงเพิ่มสูงขึ้น และในฤดูแล้งก็จะประสบปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่อใช้ในการเกษตร กรมชลประทานจะต้องสูบน้ำจากแม่น้ำโขงเข้ามาช่วยเหลือเกษตรกรทุกปี ประมาณ 8.42 ล้านลูกบาศก์เมตร ดังนั้น จึงจำเป็นต้องศึกษาปรับปรุงทั้งโครงการ เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนและเกษตรกรที่ใช้น้ำจากโครงการ อีกทั้งสภาพภูมิสังคมที่เปลี่ยนแปลงในปัจจุบันและอนาคต เพราะฉะนั้นถึงเวลาแล้วที่จะต้องทำการปรับปรุง ศึกษา สำรวจความคิดเห็นและความต้องการของประชาชนและเกษตรกร เพื่อจัดทำโครงการให้ตรงกับความต้องการ ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้ง และเชื่อว่าการสำรวจความคิดเห็นในครั้งนี้จะสำเร็จลุล่วงตามเป้าหมาย

“วันนี้ดีใจที่เห็นประชาชนและเกษตรกรผู้ใช้น้ำมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นโครงการดังกล่าว และขอให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ เพื่อพัฒนาพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น” รองผู้ว่าฯ หนองคาย กล่าว

นายสุรชาติ มาลาศรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการ กรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานได้ศึกษาปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาห้วยโมง ตำบลท่าบ่อ อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย ตามนโยบายที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพชลประทานของโครงการส่งน้ำ และบำรุงรักษาโครงการที่ก่อสร้างมาเป็นเวลานานทั่วประเทศให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เพื่อให้ประหยัดน้ำและทั่วถึงเป็นธรรม ซึ่งพื้นที่ห้วยโมงมักประสบปัญหาอุทกภัยอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะช่วงที่น้ำในแม่น้ำโขงสูงขึ้น และในฤดูร้อนก็จะเผชิญปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร ทำให้ต้องสูบน้ำจากแม่น้ำโขงเข้ามาช่วยเหลือเกษตรทุกปี ประมาณ 8.42 ล้านลูกบาศก์เมตร

โดยโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาห้วยโมงก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ.2530 มีอายุมากกว่า 30 ปีแล้ว แม้ที่ผ่านมากรมชลประทานจะสนับสนุนงบประมาณในการปรับปรุงซ่อมแซมทุกปี แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้การส่งน้ำและระบายน้ำมีประสิทธิภาพ เพราะแนวท่อน้ำอาจจะไม่เหมาะสมกับสภาพปัจจุบัน เนื่องจากวัสดุเก่าและมีการรั่วซึม เป็นต้น

“เราต้องการเพิ่มอัตราการระบายน้ำลงแม่น้ำโขงของประตูระบายน้ำห้วยโมงเดิม เพื่อลดระดับน้ำท่วมและลดระยะน้ำท่วมในช่วงฤดูน้ำหลาก รวมไปถึงช่วงเวลาที่แม่น้ำโขงสูง อีกทั้งยังต้องการเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักของโครงการ ที่ปัจจุบันแหล่งน้ำต้นทุนหลักของโครงการ ได้แก่ อ่างเก็บน้ำห้วยโมง อ่างเก็บน้ำห้วยลาน และลำน้ำห้วยโมง มีปริมาตรเก็บกักเมื่อสิ้นฤดูฝนอยู่ที่ 17 ล้านลูกบาศก์เมตร ไม่เพียงพอต่อการใช้งานของเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่” นายสุรชาติ กล่าว

สำหรับการศึกษาปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาห้วยโมง ประกอบด้วย 10 กิจกรรม ได้แก่ 1. การปรับปรุงประตูระบายน้ำห้วยโมงเดิมให้ทันสมัยมากขึ้น และก่อสร้างประตูระบายน้ำห้วยโมงแห่งที่ 2 เป็นท่อระบายน้ำจำนวน 5 ช่อง ความยาวท่อระบายน้ำ 232.20 เมตร พร้อมติดตั้งเกียร์มอเตอร์และระบบโทรมาตร เพื่อช่วยระบายน้ำในฤดูน้ำหลาก 2.ขุดลอกอ่างเก็บน้ำห้วยโมง เพิ่มความจุเป็น 36.36 ล้านลูกบาศก์เมตร จากปัจจุบันที่มีความจุ 14.36 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อให้ปริมาณน้ำเพียงพอกับความต้องการใช้น้ำของโครงการ โดยไม่ต้องสูบน้ำกลับจากแม่น้ำโขง 3. ปรับปรุงสถานีสูบน้ำและติดตั้งระบบโซล่าเซลล์ โดยจะซ่อมแซมอาคารสถานีสูบน้ำทั้งหมด 10 แห่ง และซ่อมระบบโทรมาตรที่มีสภาพเก่าและใช้งานมาเป็นเวลานาน จะเปลี่ยนเครื่องสูบน้ำและตู้ควบคุมที่ชำรุด 31 เครื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งน้ำ และจะนำระบบพลังงานแสงอาทิตย์ หรือโซล่าเซลล์มาใช้ช่วยลดค่ากระแสไฟฟ้าในการสูบน้ำ 4. ปรับปรุงแนวท่อส่งน้ำ

ซึ่งปัจจุบันเก่าใช้งานเป็นเวลานาน แต่แนวท่ออยู่ในการถือครองของประชาชนและอยู่ในระดับลึก ทำให้ซ่อมแซมและบำรุงรักษายุ่งยาก จึงจะลงไปตรวจสอบและกันเขตแนวท่อส่งน้ำใหม่ เปลี่ยนท่อที่ชำรุดและหมดสภาพในการใช้งาน 9 สาย ความยาวทั้งหมด 8.882 กิโลเมตร รวมทั้งย้ายแนวท่อให้บำรุงรักษาได้ง่ายขึ้น 5.ปรับปรุงคลองส่งน้ำ ได้แก่ คลองส่งน้ำสายหลักจำนวน 17 สาย ความยามรวม 83.96 กิโลเมตร พร้อมปรับปรุงขยายผิวจราจรถนนบนคันคลองให้ได้มาตรฐาน และปรับปรุงซ่อมแซมคลองส่งน้ำสายซอยจำนวน 37 สาย ความยาวรวม 37.24 กิโลเมตร เป็นคลองส่งน้ำดาดคอนกรีต พร้อมปรับปรุงผิวจราจร ถนนบนคันคลองและอาคารประกอบ
ตามแนวคลองทุกแห่ง

Exit mobile version