บรรยากาศการค้าขายภายในจังหวัดพัทลุง ค่อนข้างจะซบเซาต้อนรับศักราชใหม่ปี 2567 หรือ ปีมังกรทอง ผลพวงจากราคายางพาราตกต่ำแถมราคาสัตว์เลี้ยงสุกรและโคราคาลดลงต่อเนื่องฉุดกำลังซื้อจากท้องตลาดโดยรวมกว่า 50 % แต่ยังได้รับอานิสงส์จากภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวธรรมชาติดึงดูดนักท่องเที่ยวจากมาเลเซียและสิงคโปร์เดินทางมาเยือนอย่างต่อเนื่องพอสร้างรายได้ให้กับกลุ่มชุมชนผู้ผลิตสินค้าท้องถิ่นขายได้บ้าง
ดร.สมบัติ ชนะสิทธิ์ อดีตนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลแม่ขรี อ.ตะโหมด จ.พัทลุง ศูนย์กลางเศรษฐกิจ จ.พัทลุงตอนบน และที่ปรึกษาประธานกรรมาธิการแรงงานสภาผู้แทนราษฎร (กมธ.) เปิดเผยว่า สภาพเศรษฐกิจโดยภาพรวมของจังหวัดพัทลุงซบเซาอย่างมากลากยาวมาตั้งแต่ปลายปี 2566 ต่อเนื่องต้นปี 2567 โดย ปัจจัยสำคัญของ จ.พัทลุง คือสภาพเศรษฐกิจหลักคือการเกษตร ทั้งยางพารา ปาล์มน้ำมัน ผลไม้ และทางปศุสัตว์ การเลี้ยงสุกร โค ไก่ ราคาตกต่ำทั้งหมดทำให้กำลังซื้อหดหายจากท้องตลาดมากกว่า 50 %

ดร.สมบัติ กล่าวอีกว่า สภาพเศรษฐกิจการค้าที่จะสามารถจะสร้างกระแสสร้างแรงกระตุ้นให้กำลังซื้อกลับมาปกติก็ต้องรอรัฐบาลอัดฉีดเข้ามา ส่วนรอความหวังจากทางจังหวัดก็ไม่มีการขับเคลื่อนนโยบายที่ชัดเจน เหลือแต่ท้องถิ่นที่ต้องตระหนักหาวิธีการสร้างแรงกระตุ้นให้เกิดการสร้างสรรค์สีสันขึ้นมา เพื่อเป็นช่องทางอีกทางหนึ่งได้
“ตอนนี้ จ.พัทลุง ซบเซาหนัก เนื่องจากคนส่วนใหญ่ของจังหวัดไม่มีรายได้จึงไม่มีเงินในกระเป๋าจากอาชัพหลัก ๆ ทางด้านการเกษตร จึงไม่มีกำลังซื้อ” ดร.สมบัติ กล่าว
ด้าน ผศ.ดร.วิวัฒน์ จันทร์กิ่งทอง ผู้จัดการศูนย์วิจัยนวัตกรรมทางธุรกิจ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ รายงานผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นโดยรวมเดือนพฤศจิกายน (45.80) ปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบกับตุลาคม (45.50) และเดือนกันยายน (45.10) โดยดัชนีที่มีการปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม รายได้จากการทำงาน รายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็นในครอบครัว รายจ่ายด้านการท่องเที่ยว ความสุขในการดำเนินชีวิต ฐานะการเงิน (รายได้หักรายจ่าย) การออมเงิน การลดลงของหนี้สิน
การแก้ปัญหาเศรษฐกิจโดยปัจจัยบวกที่สำคัญ คือ มาตรการช่วยเหลือประชาชนของภาครัฐที่มีอย่างต่อเนื่อง อาทิ การปรับลดราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเบนซินและดีเซล มาตรการพักหนี้เกษตรกร การควบคุมราคาสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพ โดยเฉพาะการบรรเทาภาระค่าใช้จ่าย ซึ่งช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับราคาสินค้าและค่าใช้จ่ายได้ นอกจากนี้ธุรกิจที่ให้บริการทางด้านการท่องเที่ยวมีแนวโน้มที่ดีขึ้น อาทิ ธุรกิจที่พักแรม ธุรกิจอาหาร ธุรกิจให้บริการขนส่ง ฯลฯ เนื่องจากเริ่มเข้าสู่ฤดูการท่องเที่ยว ทำให้มีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติเดินทางท่องเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ มากขึ้นโดยนักท่องเที่ยวต่างชาติส่วนใหญ่ จะเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อมาก
อย่างไรก็ตามนโยบายภาครัฐเกี่ยวกับการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ย่อมส่งผลให้ต้นทุนของธุรกิจต่าง ๆ ปรับตัวสูงขึ้นตาม โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รวมถึงธุรกิจขนาดเล็กต่าง ๆ เนื่องจากธุรกิจเหล่านี้ยังจำเป็นต้องพึ่งพาแรงงานที่รับค่าแรงขั้นต่ำจำนวนมาก หากธุรกิจเหล่านี้มีต้นทุนค่าแรงที่สูงขึ้น ย่อมส่งผลทำให้ต้องปรับราคาสินค้าและบริการให้สูงขึ้น อันจะทำให้ค่าครองชีพของประชาชนปรับตัวสูงขึ้นด้วย ถึงแม้ว่าภาครัฐจะมีนโยบายปรับค่าแรงแบบทยอยปรับขึ้นก็ตามแต่ราคาสินค้าและบริการก็จะปรับขึ้นตามค่าแรงที่มีการปรับขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
จากการสอบถามประชาชนภาคใต้ในหลายสาขาอาชีพ เพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับความกังวล ความคาดหวัง และความต้องการของประชาชน
1.ประชาชนที่เป็นพนักงานเอกชนมองว่า การปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการ ส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการเริ่มทยอยปรับขึ้นตามไปด้วย และหากมีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอีก ย่อมส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการปรับตัวสูงขึ้นอีก โดยการปรับขึ้นค่าแรงทุกครั้ง ราคาสินค้าและบริการก็จะปรับขึ้นตามเช่นกัน ทั้งนี้ที่เป็นพนักงานเอกชนจำนวนมากที่จบปริญญาตรีและมีรายได้ต่อเดือนไม่ถึง 12,000 บาท และไม่ได้ปรับรายได้เหมือนข้าราชการ แต่พนักงานเอกชนกลุ่มนี้ต้องรับภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากมาตรการของภาครัฐ จึงเสนอแนะให้ภาครัฐควรคำนึงถึงกลุ่มพนักงานเอกชน ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยที่จบปริญญาตรีแต่มีรายได้ต่อเดือนไม่ถึง 12,000 บาท แต่ต้องแบกรับภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากนโยบายภาครัฐ ดังนั้นภาครัฐจึงควรมีมาตรการช่วยเหลือด้วยเช่นกัน
2.ถึงแม้ว่าจะมีการออกมาจับจ่ายใช้สอย และเดินชมเลือกซื้อสินค้ามากขึ้น แต่จำนวนเงินที่ซื้อสินค้าน้อยลง เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศยังมีภาระหนี้สิน และมีรายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ ทำให้จำเป็นต้องใช้จ่ายอย่างประหยัดดังนั้นถึงแม้ว่าในงานแสดงสินค้าต่าง ๆ จะมีจำนวนคนมากขึ้น แต่การใช้จ่ายกลับน้อยลง ซึ่งกลุ่มเหล่านี้ต่างเฝ้ารอเงินดิจิทัล 10,000 บาทจากภาครัฐ โดยคาดหวังว่านโยบายนี้จะเกิดขึ้นจริง ไม่ชาหลอกให้อยากแล้วจากไป
3. ประชาชนส่วนหนึ่งมีความพึงพอใจต่อมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพ ลดค่าใช้จ่ายของภาครัฐที่ผ่านมา แต่ยังมีความกังวลว่า มาตรการต่าง ๆ จะมีความต่อเนื่องและยั่งยืนได้มากน้อยเพียงใด จึงเสนอแนะให้ภาครัฐควรมีนโยบายช่วยหลือค่าครองชีพและลดค่าใช้จ่ายทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวโดยนโยบายดังกล่าวควรเป็นการช่วยเหลือประชาชนแบบถ้วนหน้า และเป็นนโยบายที่ไม่ก่อให้เกิดการคอร์รัปชัน
4. ภาคใต้เริ่มเข้าสู่ช่วงฤดูมรสุม จึงมีฝนตกหนัก และเกิดอุทกภัยในหลายพื้นที่ สร้างความเสียหายทั้งในพื้นที่การเกษตร และส่งผลกระทบต่อร้านค้ากลางแจ้ง หาบเร่ แผงลอย ฯลฯ จึงเสนอแนะให้ภาครัฐควรมีมาตรกรป้องกันและช่วยเหลือที่เร่งด่วนโดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนทำงานเชิงรุกแบบบูรณาการร่วมกันในการช่วยแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้ทันต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
ผลคาดการณ์ในอีก 3 เดือนข้างหน้า พบว่าประชาชนส่วนใหญ่เชื่อว่าภาวะเศรษฐกิจโดยรวม และรายได้จากการทำงานเพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 37.10 และ 34.20 ตามลำดับ ส่วนความเชื่อมั่นต่อรายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็นในครัวเรือนและรายจ่ายด้านการท่องเที่ยว ในอีก 3 เดือนข้างหน้าเพิ่มขึ้น คิดเป็น ร้อยละ 34.50 และ 34.10 ตามลำดับ ในขณะที่ความเชื่อมั่นด้านความสุขในการดำเนินชีวิต การแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในอีก 3 เดือนข้างหน้าเพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 35.40, 32.40 และ 34.10 ตามลำดับ.
โดย…อัสวิน ภักฆวรรณ จังหวัดพัทลุง