บางครั้งชีวิต ไม่มีอะไรที่แน่นอน เหมือนสายน้ำ ที่มีย่อมขึ้น มีลงตามธรรมชาติ เฉกเช่นชีวิตของลุงสมพงศ์ หัสวี พื้นเพคนปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ในสมัยวัยรุ่นเด็กบ้านนอก บ้านอยู่ริมทะเล ต้องหันหน้าหาลงทะเลหาปลา ยึดอาชีพชาวประมงมายาวนาน ชีวิตอยู่ในโลกกว้าง ความหวังชะตาชีวิตผูกติดอยู่กับคลื่นลม ถ้ามีมรสุมลงทะเลหาปลาไม่ได้ ถ้าคลื่นสงบ ต้องใช้ชีวิตอยู่กับทะเล หาปลา เพื่อนำมาขายในท้องถิ่นและจังหวัดใกล้เคียง

จากนั้นเริ่มหาโอกาสทำงาน รับจ้างใหม่ๆ ขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ทำงานเป็นตัวประกอบเดินเข้าฉากหนัง ละคร งานไหนที่ได้เงินมาเลี้ยงชีพ “ลุงพงศ์” รับหมด ขณะเดียวกัน ในช่วงที่อยู่ปากพนัง ได้ศึกษาวิชานอกห้อง เรียนรู้ศิลปะการแสดงพื้นบ้าน การรำมโนราห์ควบคู่ไปด้วย ได้โอกาสร่วมงานโนราห์วงดังๆของปักษ์ใต้อยู่พักใหญ่ จึงได้ประสบการณ์เรื่องการรำมโนราห์ขั้นพื้นฐาน พอเป็นอาชีพเสริมมาเลี้ยงปากท้องได้ บางครั้งรับแสดงเป็นตัวตลกบ้าง
วันหนึ่งจึงตัดสินใจเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เช่าบ้านพอเป็นที่พักอาศัยในห้องเล็กๆไม่หรูหรา ในราคา 2,000 บาท เพราะฉะนั้น ต้องมีค่าใช้จ่ายเรื่องการกิน ซื้อสินค้าของใช้ส่วนตัวประจำวัน ยามว่างจะต้องหาเงิน ด้วยการเป็นมโนราห์ เปิดหมวกริมถนน แสดงตามตลาดนัดแฟลตคลองจั่น จตุจักร ปัฐวิกรณ์ ตามที่อยู่ใกล้ๆที่พัก เดินทางไปกลับสะดวก ช่วงนั้นเริ่มมีรายได้ค่าครองชีพ 200-300 บาทต่อวัน ถ้าปีไหนเศรษฐกิจดีๆบางวันได้เงิน 1,000 บาทต่อวัน ถือว่าเลี้ยงตัวเองได้
จนแฟนๆตั้งชื่อ “โนราห์พรานบุญ” ที่มีเอกลักษณ์พิเศษ คือช่วงเวลาที่มีการแสดงรำมโนราห์ จะมีหน้ากากพรานบุญสวมใส่อยู่บนใบหน้าด้วย ซึ่งแต่ละวันจะทำแสดงแค่ 3-4ชั่วโมง ถ้าวันไหนอากาศร้อนจัดๆก็จะขอพัก ทนแดดไม่ไหว จะมีแค่อุปกรณ์เครื่องเสียงเล็กๆที่ใช้เป็นเครื่องมือหากินติดตัวไปตามสถานที่ต่างๆ
บางวันไปแสดงตามแหล่งชุมชน ก็หวั่นเกรงเรื่องเสียงดังรบกวนชาวบ้าน อาจโดนเจ้าหน้าที่ตักเตือนบ้าง แต่ส่วนใหญ่ชาวบ้านเข้าใจ ซึ่งตนมีบัตรประจำตัวของรัฐถูกต้องตามกฎหมาย ตอนนี้ทำการแสดงไปเรื่อยๆจนกว่าไม่มีเรี่ยวแรง บางครั้งมีแทกซี่มารับ ไปแสดงตามงานศพ รับค่าจ้างไปตามสะดวก
การแสดงมโนราห์คือ ศิลปะการแสดงพื้นบ้านของชาวใต้ ที่มีการอนุรักษ์สืบทอดประเพณีการแสดงไว้ให้ยาวนาน อย่างน้อยเสียงปี่ เสียงกลอง การร่ายรำ การแต่งชุดมโนราห์ แสดงให้เห็น การตกทอดวัฒนธรรมที่สวยงามอย่างน่าภาคภูมิใจของคนไทย