สถานการณ์นาข้าวบ้านเราน่าเป็นห่วงเป็นอย่างยิ่ง หลังจากสภาพอากาศเข้าสู่ภาวะปรากฎการณ์ “เอลนิโญ”เริ่มขยายวงกว้างตั้งแต่กลางปี และทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ คาดว่าจะได้รับผลกระทบหนักที่สุดในรอบ 74 ปี ซึ่งจะส่งผลให้ผลิตข้าวหดตัว จากปริมาณฝนและน้ำในเขื่อนลดลง ประเมินความเสียหายถึง 4.8 หมื่นล้านบาท
จากปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” เริ่มขึ้นในช่วงกลางปี 2566 จะเห็นว่า หน่วยงานและนักวิชาการด้านน้ำได้ออกมาประกาศเตือน ให้เราเตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งที่กำลังจะตามมากับปรากฎการณ์เอลนีโญในครั้งนี้ โดยเฉพาะภาคเกษตร ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบหนักที่สุดในรอบ 74 ปี โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้คาดการณ์เอาไว้ว่า เอลนีโญในครั้งนี้ อาจทำให้ผลผลิตทางการเกษตรของไทยเสียหายสูงถึง 48,000 ล้านบาท เลยทีเดียว หากไม่เตรียมพร้อมรับมือให้ดี
ขณะที่ รศ. ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต ประเมินว่า ความเสียหายอาจสูงมากกว่าที่ศูนย์วิจัยฯ คาดการณ์ไว้ เพราะอีก ไม่กี่เดือนข้างหน้าก็เข้าช่วงเวลานาปรัง ทุเรียน

“เอลนีโญ มันจะมาอีก 2 รอบ คือ ปี 2568-2569 นี้ และปี 2572 นี่คือสิ่งที่คาดการณ์ไว้ ตอนนี้สิ่งที่เรารู้ก็คือมันจะเริ่มรุนแรงในปีหน้า แต่ไม่รู้ว่าจะมายาวหรือเปล่า ซึ่งที่คาดการณ์เอาไว้ก็คือ เอลนีโญจะเพิ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 2150 ยังไงก็ต้องเกิด เพราะมันเป็นธรรมชาติ เราต้องยอมรับ ซึ่้งถ้าเราไม่ปรับตัวจะไม่สามารถอยู่กับสิ่งนี้ได้”
ขณะที่แบงก์กรุงศรีฯ ออกมาวิเคราะห์ว่า ปรากฏการณ์ “เอลนิโญ” รอบนี้จะคงอยู่ต่อราว 1-2 ปี จะทำให้เกิดภาวะฝนทิ้งช่วงและภัยแล้ง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นโดยเฉพาะราคาปุ๋ยทำให้เกษตรกรบางส่วนลดการใช้ปุ๋ยซึ่งอาจทำให้ผลผลิตต่อไร่ลดลง ขณะที่ความต้องการบริโภคในประเทศคาดว่าจะทยอยปรับเพิ่มขึ้น โดยมีปัจจัยหนุนจากสถานการณ์ COVID-19 คลี่คลาย รวมถึงการเปิดรับนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น หนุนความต้องการจากร้านอาหาร โรงแรม และอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ ให้ฟื้นตัว โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการผลิตอาหารที่จะมีความต้องการข้าวเพื่อนำไปใช้เป็นวัตถุดิบแปรรูปอาหารมากขึ้น
การส่งออกข้าวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากภาวะเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าโดยเฉพาะสหรัฐฯ และประเทศในทวีปเอเชียที่น่าจะเริ่มทยอยฟื้นตัวในปี 2567-2568 และ ความต้องการสต็อกอาหารของโลกที่คาดว่าน่าจะยังคงมีต่อเนื่องจากภาวะความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์โดยเฉพาะสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ
ช่วงปี 2566-2568 อุตสาหกรรมข้าวโดยรวมเผชิญปัจจัยท้าทายมากขึ้นจากปริมาณฝนที่น้อยลง ทำให้ปริมาณผลผลิตมีแนวโน้มลดลง แม้ว่าราคาจะยังมีทิศทางเพิ่มขึ้น แต่ต้นทุนการผลิตและการแข่งขันที่สูงจะเป็นปัจจัยกดดันผลกำไรของผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่การผลิตข้าวของไทย ตั้งแต่เกษตรกร ผู้ประกอบการโรงสีข้าว ไซโล และร้านค้าปลีกข้าว โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก
ด้านสมาคมเทคโนโลยีชีวภาพสัมพันธ์ เสนอขอให้รัฐบาลสนับสนุนและส่งเสริมการหาแหล่งน้ำเพื่อใช้ในการเพาะปลูกอย่างจริงจัง และต้องการพันธุ์พืชที่ทนแล้งและต้านทานต่อโรคและแมลงศัตรูที่สำคัญ รวมทั้งคุณภาพที่ดี ไม่ว่าจะใช้เทคโนโลยีอะไรก็ตามมาช่วยในการปรับปรุงพันธุ์ แต่ต้องให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ
อย่างไรก็ดีที่ผ่านมาภาครัฐก็มีนโยบายการบริหารจัดการน้ำอย่างต่อเนื่อง ทั้งการจัดการอ่างเก็บน้ำเขื่อน รวมถึงจัดสรรงบประมาณช่วยเหลือเพิ่มแหล่งน้ำสำรอง เช่น ทำฝาย หรือขุดสระน้ำไว้ เพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้เวลาจำเป็น
แต่ที่ผ่านมาการของบประมาณดังกล่าวยังติดขัดในเรื่องการตรวจสอบเอกสาร สำรวจพื้นที่มีความล่าช้า และต้องผ่านการพิจารณาหลายหน่วยงาน ก็ฝากถึงรัฐบาลให้บูรณาการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับมือภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่กำลังคืบคลานเข้ามาสร้างความเสียหายไปมากกว่านี้








